
มาร์คยันเป็นแกนนำตั้งรบ.ดูกระทรวงสำคัญ
"อภิสิทธิ์" ข่มวิสัยทัศน์ "เพื่อไทย" กี่ปีก็เดินไม่ได้ถ้าไม่ดับไฟประเทศ หากเป็นแกนตั้งรบ.ดูกระทรวงสำคัญเอง ปัดไม่รู้ "บรรหาร" หมายถึงใครไม่รักษาคำพูด คาด ปชป.ปราศรัยใหญ่ลานพระบรมรูปคนฟัง 2 แสนคน
(30มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถึงการปราศรัยที่ราชประสงค์ในสัปดาห์ที่แล้วว่า ไม่ได้เป็นไพ่ใบสุดท้าย ตนไม่ได้คิดเรื่องนั้น แต่จะให้ประชาชนตัดสินใจเพราะประชาชนมีสิทธิรู้ว่าทางเลือกเป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนไม่ได้ประเมินว่าเมื่อพูดไปแล้วเป็นอย่างไร ที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าไม่พูดเรื่องนโยบายนั้น เขาไปฟังตนที่ไหน ตนไปที่อิสานก็พูดเรื่องนโยบาย ตนไปพูดที่ไหนก็พูดเรื่องปากท้อง แต่ตอนแรกเขาเอาเรื่องการเมืองมาโจมตี ตนก็ต้องชี้แจง แล้วเขาก็มาพูดเรื่องนิรโทษกรรม ประชาชนก็มีสิทธิที่จะรู้เป้าหมายเรื่องการนิรโทษกรรม
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ตนตกใจที่นายโอฬาร ไชยประวัติ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ในวันนี้ว่า ค่าแรง 300 ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องเป็นเฉพาะคนที่ผ่านการอบรม ปริญญาตรี เริ่มที่เดือนละ 15,000 บาท ก็เป้นเฉพาะบางสาขาเท่านั้น คอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่ให้เด็กทุกคน ค่าแรงก็ไม่ใช่ขั้นต่ำ แต่นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน วันที่ 3 ก.ค. ไม่ใช่เรื่องแข่งขายฝันแต่ต้องพูดเรื่องข้อเท็จจริง และตัดผลประโยชน์ของนักการเมือง
"หรืออย่างเรื่องการการปฏิเสธนิรโทษกรรมเป็นเรื่องแปลกเพราะตอนแรกทั้ง คุณเฉลิม (อยู่บำรุง) คุณปลอดประสพ (สุรัสวดี) หรือคุณยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ก็พูดเรื่องนี้ตรงกัน ป้ายหาเสียงก็บอกว่า ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ หากพูดอะไรก็ได้ตอนที่หาเสียง ผมก็ไม่อยากใช้คำว่าหลอกลวง แต่กระบวนการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการโชว์วิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยในวันที่ 1 ก.ค. ที่จะถึงนี้ว่า หลายคนมองว่าวิสัยทัศน์คือความตื่นเต้น แต่ตนมองว่าชีวิตคนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประชาธิปัตย์เริ่มที่ประกันรายได้ ประกันภัยพืชผล ค่าแรงที่เราพูดไม่ใช่เรื่องการแข่งขัน แต่วิสัยทัน์คือเราจะไปกดค่าแรงไม่ได้ โดยในวันที่ 1 ก.ค. ที่ตนจะปราศรัยก็เป็นการพูดเรื่องอนาคตประเทศไทย
"วิสัยทัศน์จะกี่ปีข้างหน้าถ้าไม่คิดดับไฟ ไม่คิดหยุดคนหัวรุนแรงไปมีอำนาจ วิสัยทัศน์อะไรก็เดินยาก"นายอภิสิทธิ์กล่าว
ผู้ดำเนินรายการถามถึงการเป็นรัฐบาลครั้งที่ผ่านซึ่งถูกพรรคร่วมกดดัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้ยอมได้ทุกอย่าง แต่เพื่อไทยก็ยอมเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นตนใช้วิธีใครดูแลอยู่ก็อยู่ไป เรื่องการตัดสินใจต่างๆก็ไม่ได้ตามใจ แม้แต่ ปชป. หากทักท้วงมีเหตุผลตนก็ไม่ยอม หากเลือกได้ก็อยู่ในทุกกระทรวง และตนไม่เชื่อว่าอำนาจการต่อรองครั้งนี้จะสูงกว่าปี 2551 และการเลือกตั้งครั้งนี้หากประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำรัฐบาลจะดูแลกระทรวงเหล่านี้เอง
ผู้ดำเนินรายการถามถึงการที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาระบุไม่อยากทำงานกับคนไม่รักษาคำพูด นายอภิสิทธิ์ กล่าาว่า ตนก็ไม่ชอบทำงานกับคนไม่รักษาคำพูด ตนก็ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร
คาดปราศรัยใหญ่ลานพระบรมรูปคนฟัง2แสนคน
เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้อำนวยการศูนย์การเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำพิธีบวงสรวงกราบสักการะพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 เพื่อเตรียมพร้อมจัดตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สวนอัมพร ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ภายใต้คอนเซ็ป “อนาคตประเทศไทย ใต้ฟ้าเดียวกัน”
นายสาทิตย์ กล่าวว่า จากการไปตรวจการจัดเวทีคิดว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที โดยเวทีการปราศรัยจะเริ่มในเวลา 18.00 น . เริ่มที่นายอภิรักษ์จะพูดเรื่อง การเชื่อมโยงกทม.กับคนทั่วประเทศ ที่เข้ามาอาศัยในกทม. จากนั้นนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคภาคกทม. พูดเรื่องนโยบายที่ดำเนินการไปแล้ว และปิดท้ายด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่จะเริ่มด้วยการทักทายประชาชน ในเวทีต่างๆด้วย ที่มีการลิงค์สัญญาณรวมแล้ว 10 เวทีในทั่วประเทศ ทั้งนี้การปราศรัยจะจบลงในเวลาประมาณ 20.30 น.
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การปราศรัยจะมีเวทีรวม 10 เวที ที่กทม.1 เวที และจะมีเวทีคู่ขนาน 9 เวที อาทิ ภาคเหนือที่เชียงใหม่ จัดที่หน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ที่ จ.สุโขทัยหน้าเมืองเก่า มีผู้ดูแลคือนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และนายเทอดพงษ์ ไชยนันท์ รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ รับผิดชอบในส่วนภาคเหนือ ภาคอีสานจัดที่ จ.อุบลราชธานี และที่ จ.อุดรธานี ภาคกลางที่ จ.เพชรบุรี ภาคตะวันออก ที่ จ.ระยอง ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ มี 3 เวที คือ 3 จังหวัดภาคใต้ คือที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส จ.นครศรีธรรมราช มีนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค และที่ จ.สุราษฏร์ธานี มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกทม. ส่วนเวทีต่างที่ไม่ได้กล่าวถึงก็จะมีผู้ใหญ่ของพรรคไปดูแล พร้อมกันนี้ที่จุดปราศรัยจะมีจอ LED 19 จอ จัดลำโพงยาวไปใกล้ๆกับเวทีพันธมิตร แต่ไมได้รบกวนแต่อย่างใด ส่วนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยก็จะประชุมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งหนึ่ง
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า บริเวณด้านข้างเวที จะมีจอขนาดใหญ่ 9 จอที่จะเป็นภาพของแต่ละเวทีทั่วประเทศ โดยจะมีการเชื่อมกันโดยระบบดาวเทียมตลอดเวลา และเมื่อนายอภิสิทธิ์ เริ่มปราศรัยในเวลาประมาณ 19.00 น. ก็จะเริ่มเชื่อมสัญญาณลิงก์กับเวทีต่างๆทั่วประเทศสามารถที่จะพูดคุยกับเวทีต่างๆด้วย การเตรียมรองรับคนเฉพาะที่ลานพระบรมรูปเตรียมไว้ประมาณ 8 - 9 หมื่น เวทีต่างจังหวัดบางเวทีอาจจะมากกว่า 1 หมื่นคน คิดแล้วทั่วประเทศน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนคน โดยจะมีการถ่ายทอดสดระบบไลฟ์สตรีม ผ่านทางเฟสบุ๊ค
“ถือเป็นการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง เป็นการสรุปเรื่องทั้งหมดที่เราได้รณรงค์หาเสียงมา และก็จะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าทำไมต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่อเลือกแล้วจะได้อะไรกับประเทศไทย กับประชาชนคนไทยและหากใครได้ติดตามจะเกิดความชัดเจนว่า แนวคิดของนายกฯอภิสิทธ์และพรรคประชาธิปัตย์ทำเพื่อคนไทยทุกคนนั้นคืออะไร ” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บนเวทีปราศรัย จะมีการนำประชาชนที่เคยร่วมกิจกรรมทั่วประเทศกับนายกรัฐมนตรีมาขึ้นเวทีด้วย อาทิ คนที่ร่วมดำนาที่ จ.สุโขทัย คนที่ได้มอเตอร์ไซด์ จากเงินส่วนต่างจากการประกันรายได้ คนที่ได้โฉนดชุมชนจากคลองโยง เพื่อยืนยันว่านโยบายนี้เป็นของคนไทยทุกคนและคนไทยทุกคนได้ประโยชน์ ส่วนประเด็นที่จะเชิญชวนให้ประชาชนมารับฟังการปราศรัย คือ ตรงที่นายอภิสิทธิ์ จะชี้ให้เห็นว่า ทันทีทีเป็นรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีเราจะทำอะไร โดยนายอภิสิทธิ์จะบอกให้รู้ว่าในแนวคิดของท่านและพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอยากเห็นเมืองไทยเป็นอย่างไร ส่วนจะดึงคนมาได้มากกว่าที่พรรคเพื่อไทยจัดขึ้นในวันเดียวกันที่ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่เวทีนี้เป็นเวทีที่จะลิงก์กับเวทีอื่นทั่วประเทศ ตนเชื่อว่าเมื่อการปราศรัยจบแล้วจะมั่นใจได้ว่า เมื่อเลือกพรรคประชาธิปัตย์และประเทศจะกลับคืนสู่ความสงบ ช่วยกันดับไฟประเทศปฏิเสธความรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับเวทีดังกล่าวจะหันหลังให้กับ พระที่นั่งอนันตสมาคม หัวหน้าเข้าด้านหลังพระบรมรูปทรงม้า มีขนาดความยาว 21.6 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร ใช้สีฟ้ากับสีขาว เป็นธีมของงาน



