
ปธ.กกต.เผยจับตาเงินไหลเข้าอีสานอื้อ
ประธาน กกต.เผยจับตาการขนเงินซื้อเสียงเข้าอีสานอื้อ ส่งหน่วยสืบสวนพิเศษเฝ้าติดตามดูการเคลื่อนไหว ร่วมมือตำรวจจับตาโพสต์ข้อความหาเสียงในเว็บไซต์
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.กลาง และ พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ฝ่ายสืบสวน เดินทางมาประชุมประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับสถานี และหน่วยปฎิบัติการพิเศษที่ใช้ติดตามการกระทำความผิดกฎหมายในการเลือกตั้ง
พ.ต.อ.ไอยศูรย์ สิงหนาถ รอง ผบก.ภ.จังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานบรรยากาศการหาเสียงที่จังหวัดอุบลราชธานีว่า ยังไม่มีความรุนแรงระหว่างผู้สมัคร หรือหัวคะแนน มีเพียงการทำลายป้ายหาเสียงของผู้สมัครพรรคหนึ่งเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับแจ้งความไว้เป็นแล้ว และทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดได้สั่งการไปยังสถานีตำรวจทุกท้องที่ให้มีการตั้งด่านตรวจ เพื่อตรวจค้นรถและตัวบุคคลต้องสงสัยจะขนเงินไปซื้อเสียง หรือเก็บบัตรประชาชน แต่ยังไม่พบผู้กระทำความผิดดังกล่าว
นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ตั้งเป้าว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิลงคะแนนมากกว่าการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งมีประชาชนมาใช้สิทธิกว่า 74% จนถึงขณะนี้ กกต.ได้รับรายงานว่า จะมีการเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมากเข้ามาใช้ในการซื้อเสียงในภาคอีสาน ซึ่งขณะนี้ให้หน่วยสืบสวนพิเศษเฝ้าติดตามดูการเคลื่อนไหวอยู่ ส่วนการกระทำผิดที่ กกต.มีหลักฐานชัดเจนมีเพียง 1 จังหวัด คือ จ.บุรีรัมย์ สำหรับการจับกุมรถขนเงินหรือหัวคะแนนตระเวนเก็บบัตรประชาชนที่จังหวัดอุบลราชธานี ยังไม่มีการจับกุมเกิดขึ้น
เตือนโค้งสุดท้ายปชช.-ผู้สมัครระวังทำผิดกม.
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ว่า กกต. ขอเน้นย้ำประชาชนตลอดจนผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่าย ให้พึงระมัดระวังในการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากมีโทษทั้งจำและปรับและอาจนำไปสู่การให้ใบเหลือง ใบแดงกับผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ได้กำหนดข้อห้ามไว้หลายประการ อาทิ ห้ามเรียก รับ ยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร พรรคการเมืองใด เป็นความผิดมีโทษจำคุก 1 ปี - 5 ปี หรือปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
นายสุทธิพล กล่าวว่า ห้ามจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป หรือกลับจากที่เลือกตั้ง หรือการขนคนไปลงคะแนนเพื่อการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร เป็นความผิดมีโทษ หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี รวมทั้งห้ามโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ผลสำรวจหรือโพล ซึ่งห้ามกระทำการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้งในระหว่าง 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง หรือเวลา 15.00 น. ของวันที่ 3 ก.ค. 54 หากมีการฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายสุทธิพล กล่าวว่า นอกจากนี้ประเด็นที่ประชาชน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ คือ การจำหน่าย จ่ายแจก การจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง จนสิ้นสุด ในวันเลือกตั้ง เวลา 24.00น. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการฉีกบัตรเลือกตั้ง จะเป็นความผิดข้อหาจงใจทำลายบัตรเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ด้วย
จับตาหาเสียง่านโซเชียลเน็ตเวิร์คหลังเวลาห้ามหาเสียง
ทั้งนี้นายสุทธิพล เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในประเด็นการโฆษณาหาเสียงผ่านทางเว็บไซต์ โดยมีพล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองจเรฯ (สบ.7) ผู้ปฏิบัติราชการรองผบช.ก. พ.ต.อ.ชนะชัย ลิ้มประเสริฐ รองผบก.ฝ่ายปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมเทคโนโลยี และพ.ต.อ.วินัย วงษ์บุปผา ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ 7 เข้าร่วมหารือ
นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต.มีความเป็นห่วง เนื่องจากอาจมีประชาชนกระทำผิดในการโฆษณาหาเสียงผ่านเว็บไซต์ในช่วงเวลา 18.00 น.ของวันที่ 2 ก.ค. จนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ กกต.จึงต้องขอความร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อช่วยกันป้องกัน และตรวจสอบ หากมีผู้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ อาทิ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ชื่อดังพันธุ์ทิพย์ดอทคอม ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. มาตรา 58 ที่ระบุว่า “ห้ามไม่ให้ผู้ใดทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน จนสิ้นสุดการเลือกตั้ง”
ด้านพล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะประชาชนว่าอาจมีการโพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ ส่งลิงค์ หรือแสดงความคิดเห็นในช่วงเวลาที่กฎหมายห้าม ซึ่งกลุ่มเยาวชน และประชาชนบางคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจโพสต์ข้อความไปในช่วงเวลาดังกล่าวได้ จึงอยากให้กกต. ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยชี้แจง หรือแนะนำให้ประชาชนเข้าใจ รวมถึงทำหนังสือแจ้งพรรคการเมืองต่างๆ ทำความเข้าใจให้ตรงกัน โดยส่วนตัวมั่นใจว่าพรรคการเมืองไม่น่าจะทำผิดกฎหมาย เพราะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากกระทำการใดโดยพละการ ที่เป็นการสุ่มเสี่ยงก็จะเกิดผลเสียต่อพรรคการเมืองได้ นอกจากนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์อำนวยการตรวจสอบเว็บไซต์ และรวบรวมเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการหาเสียง หรือเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งกว่า 860 URL ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง มีแต่การแสดงความคิดเห็นโจมตีใส่ร้ายกันเท่านั้น
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่อว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝากแจ้งมายังกกต.ว่าในวันเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจะถ่ายภาพบอร์ดผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเป็นหลักฐานและส่งมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยืนยันข้อมูลการบันทึกของเจ้าหน้าที่กับบอร์ดนับคะแนนว่าเป็นข้อมูลที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (30 มิ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการทดสอบระบบการส่งผลนับคะแนนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าในวันที่ 3 ก.ค. การดำเนินการส่งผลนับคะแนนจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย



