
ปฏิวัติแค่ข่าวลือผบ.ทบ.ย้ำอีกครั้ง
'ประยุทธ์' ลั่น ทหาร 'ปฏิวัติ' หาก 'พท.' เป็นรัฐบาล แค่ 'ข่าวลือ' ยันทหารปชต. ไม่เข้าข้างใคร ฮึ่ม ประเทศชาติ ต่อรองไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ ถึงกระแสข่าวการปฏิวัติ หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าวลือ
"ข่าวลือก็คือข่าวลือ ไม่มีหรอก ผมเรียนไปหลาย ๆ ครั้งแล้ว กองทัพบกมีงานหลายประการ เช่นการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคเหนือ ส่วนที่มีการพยายามนำกองทัพไปโยงเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนั้น เป็นความเข้าใจเก่า ๆ เข้าใจผิดในเรื่องใดหรือไม่ และทำให้เกิดประโยชน์อะไรหรือไม่ เราทำหน้าที่ของเรา และพยายามที่จะนำพาประเทศชาติผ่านพ้น ในช่วงเวลาที่สูญเสียโอกาสมานานพอสมควรไปให้ได้ ด้วยการดำเนินการทางประชาธิปไตยที่เราต้องการ"
เขาบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้าย ที่จะมีการเลือกตั้งไม่ต้องฝากอะไร ทุกคนมุ่งหวังนำพาประเทศผ่านพ้นไปด้วยดี อย่านำพาทหารเข้าไปเกี่ยวข้องในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงการเลือกตั้ง ช่วงนี้เป็นช่วงการคัดสรรฝ่ายบริหาร ขึ้นมาดำเนินการเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลทหารจะปฏิวัติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทหารอยู่ในส่วนของทหาร ทหารจะทำหน้าที่ของทหาร ใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไป
ส่วนที่หลายคนเป็นห่วงว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเข้ามาแตะต้องกองทัพนั้น ถามว่าเขามีอำนาจหรือเปล่า ถ้ามีอำนาจก็ทำไป เขาไม่ได้มุ่งหวังจะต้องรักษาตัวเอง แต่สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด ทำด้วยจิตใจ และทำด้วยความรักชาติ รักแผ่นดิน
"ไม่ว่าจะเกิดอะไร ผมก็ยอมรับทุกอย่างไม่มีปัญหา ประเด็นสำคัญคือกองทัพจะต้องอยู่ได้ ให้กองทัพเป็นสถาบันของประชาชน เหมือนสมัยโบราณ ที่ทหารเป็นผู้แก้ปัญหามาโดยตลอด แต่หลัง ๆ เราถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผมในฐานะผู้นำกองทัพไม่ได้อยากนำกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับผู้นำกองทัพอื่น ๆ แต่ประชาชนของเรา ยังรวมกันไม่ได้ และแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และอยากให้ทหารไปอยู่ด้วยข้างใดข้างหนึ่งซึ่งมันไม่ได้ ทหารจะอยู่ข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ทหารขอยืนหยัดตรงกลางไม่ใช่ความเป็นกลางทางการเมือง"
เขาอธิบายว่าเป็นกลางของทหารคือ เดินไปในเส้นทางที่เป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย และทำหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน
ส่วนกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชา 4 - 5 คน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองนั้น ยืนยันว่าถูกลงโทษตามกฎหมาย เพราะเขาไม่ได้สั่งการลงไป ขณะนี้ตำรวจกำลังสอบสวนอยู่ ขอให้เป็นเรื่องบุคคล
เมื่อถามถึงจุดยืนของกองทัพหากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล และเสื้อแดงออกมาสร้างความวุ่นวายจะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งการก็รับผิดชอบไป ขอให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า ขอให้ใจเย็น ๆ ไม่น่ามีอะไร อยู่ที่สื่อจะทำอย่างไร ให้ประชาชนสบายใจว่าทหารอยู่ในส่วนของทหาร ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารก็ดำเนินการไป
"หากเกิดเรื่องราวขึ้นมาก็จะต้องมีคนรับผิดชอบ และสั่งการ ที่ผ่านมามีบทเรียนอยู่แล้ว ทหารเป็นองค์กรใหญ่การขับเคลื่อนไปไหนก็ตาม ก็มีปัญหามาโดยตลอด เพราะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าปีไหนก็แล้วแต่ เป็นสถานการณ์คนละแบบ และความกดดันเป็นกันคนละอย่าง แต่ขอเรียนว่าทหารทุกคนมุ่งมั่นทำให้บ้านเมืองปลอดภัย และทำให้สถาบันหลักอยู่อย่างมั่นคง ขอให้ประชาชนมีความรักความสามัคคี"
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยพยายามเข้ามาเจรจากับทางกองทัพทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ทบ. นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น พอถึงเวลาใครเป็นรัฐบาลก็สั่งทหารได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับใครเป็นรัฐบาล ก็ตั้งฝ่ายบริหาร รมว.กลาโหม ขึ้นมาสั่งการตามสายการบังคับบัญชา เพราะทหารมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนไม่ต้องกลัว
ทั้งนี้ เขาเคยพูดไปแล้วว่า ประเทศชาติไม่ใช่เรื่องที่ 2 ฝ่าย ต้องมาต่อรอง และเขาคิดว่า กองทัพไม่มีสิทธิ์จะต่อรองอะไร เพราะกองทัพเป็นหน่วยงานสถาบัน ที่จะต้องทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด ที่ผ่านมาเราแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ ก็มาพึ่งทหาร ให้ทหารช่วยแก้ปัญหาซึ่งไม่ถูกต้อง วันนี้ จะต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยวิถีทางของประชาธิปไตย และยั่งยืน
"อย่ามาทำให้เกิดความวุ่นวาย และอย่าทำให้ทหารต้องเป็นจำเลยของสังคม ไม่อยากให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกองทัพ ขอให้ทำงานของท่านไป ทำภารกิจของท่านไปให้ประสบความสำเร็จ ใครจะเลือกตั้งได้หรือไม่ก็แล้วแต่ ทหารขอเป็นทหารของชาติ และประชาชน"
ผบ.ทบ. ย้ำว่าวันนี้ โลกก้าวไกล เขาเคยไปเยี่ยมประเทศเกาหลีใต้เมื่อก่อน กับประเทศไทยพอ ๆ กัน แต่ 30 ปี ผ่านไป เขาก้าวล้ำไป 50 ปี ไม่ได้ดูถูกคนไทย แต่เรายังรวมกันไม่ค่อยจะได้ เราน่าจะมองผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติอยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นหลักดีกว่า ถ้ายังทำอยู่แบบนี้ประเทศไทยก็ยังถอยหลังอยู่กับทีต้องช่วยกัน
ทั้งนี้ อยากให้มีการพัฒนา เพราะประเทศเขากับประเทศเรามีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน แต่เขามีความสามัคคีมากกว่า ทำให้คนไม่แตกแยกกันตั้งแต่เด็กจนโต มีการฝึกความเข้มแข็ง และอดทน คิดว่า น่าจะใช้วันเวลาที่เราเหลืออยู่ก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งทำให้บ้านเมืองปลอดภัยไม่ต้องมีสีอะไรได้แล้ว
"เลิกกันเถอะ และมาว่ากันด้วยกฎกติกา กฎหมาย อย่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย ผมขอร้องเท่านั้น ให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้ง อย่านำท่านลงมา ไม่อยากให้ทุกคนไปแตะต้องท่านสถาบันเท่านั้น ผมขอเท่านี้ แต่ไม่เคยขอได้เลย มันเป็นความกดดัน เพราะผมเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กระทรวง ทบวง กรม ก็เป็นเจ้าหน้าที่เขาก็จะต้องดำเนินการ
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตา รับสั่งไม่อยากให้ลงโทษ แต่ก็เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้ง ท่านจะต่อสู้ก็ต่อสู้ทางการเมืองไป และหันกลับมาดูแลเรื่องกฎหมาย ถ้าไม่ใช้กฎหมายท่านอยู่ไม่ได้แน่นอน หลังวันที่ 3 ก.ค.ก็อยู่ไม่ได้"
เขาบอกว่า ทหารก็จะถอยหลังออกมาดูว่า ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาของท่านให้ได้ ที่ผ่านมามักเรียกทหารไปช่วยตลอด แต่ก็ไม่เรียบร้อย ดังนั้น ท่านจะต้องแก้ไขกันให้ดี เรายืนหยัดในเรื่องการเมืองคือเป็นทหารประชาธิปไตย



