ข่าว

หวั่นขึ้นแอลพีจีดันต้นทุนพุ่ง70%

หวั่นขึ้นแอลพีจีดันต้นทุนพุ่ง70%

30 มิ.ย. 2554

อุตฯแก้วและกระจก-เซรามิก อ้อนเลื่อนลอยตัวแอลพีจี ชี้หากขึ้นจริงกระทบผู้ประกอบการต้นทุน 70% จ่อเลิกจ้างแรงงานกว่าหมื่นคน

 นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากมาตรการลอยตัวราคาแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมที่จะปรับขึ้นไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม รวม 4 ไตรมาส ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 นั้น จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วกระจกและเซรามิกมากที่สุด ซึ่งอุตสาหกรรมทั้ง 2 กลุ่มต่างเห็นด้วยกับการลอยตัวแอลพีจี แต่ควรขยายเวลาเพื่อให้มีการปรับตัวโดยการขึ้นราคาปีละ 3 บาทต่อกิโลกรัมแทน จากปริมาณการใช้แอลพีจีทั้งประเทศ  5.2 ล้านตัน เป็นของอุตสาหกรรมแก้วกระจกและเซรามิก 1.4 แสนตัน หรือ 12% ถ้ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือก็จะใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันไม่มาก โดยปีแรกใช้เงินเพียง 900 ล้านบาท ปีที่ 2 ใช้เงิน 600 ล้านบาท ปีที่ 3 จะใช้อีก 300 ล้านบาท และปีที่ 4 ก็ปล่อยลอยตัวได้เต็มที่ ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่มนี้นำเงินเข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท

 "หากขึ้นราคาแอลพีจีในขณะนี้จะไม่สามารถสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะอินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีต้นทุนพลังงานต่ำกว่าไทย 50% และเวียดนามต่ำกว่าไทย 30% ถ้ารัฐบาลยืนยันจะขึ้นราคาแอลพีจีภายใน 4 ไตรมาส อุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 70% เพราะมีค่าเชื้อเพลิงสูงถึง 25-40% ซึ่งจะกระทบผู้ประกอบการ 70 โรงงาน และมีแรงงานกว่า 2.5 หมื่นคน ที่จะเดือดร้อนตามมา

 นายสมชัย โอวุฒิธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมนี้มีผู้ประกอบการ 30 ราย แต่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงมีประมาณ 7 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางและเล็ก มีการใช้แอลพีจี 8.9 หมื่นตันต่อปี ซึ่งแนวทางแก้ไขจะต้องหันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่น หรือไม่ก็ต้องย้ายโรงงานไปอยู่ในแนวท่อก๊าซ ถ้าย้ายไม่ได้ก็ต้องปิดโรงงาน และอาจกระทบคนงานกว่า 1.2-1.5 หมื่นคน