ข่าว

 หยุดเผาเศรษฐกิจประเทศ

หยุดเผาเศรษฐกิจประเทศ

30 มิ.ย. 2554

มีคำพูดเล่นติดปากอยู่ประโยคหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้รับฟังมานานหลายสิบปี และทุกครั้งที่รับฟังผมก็มีความรู้สึกเหมือนได้ฟังเรื่องตลกตามวงเหล้า

คือพูดเล่นฟังกันเอามันฆ่าเวลาไปเท่านั้นเอง แต่สามสี่ปีที่ผ่านมาผมเริ่มจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเข้าแล้ว คำพูดประโยคดังกล่าวก็คือ “ประเทศไทยนี้ดีมีความอุดมสมบูรณ์  ผู้คนและวัฒนธรรมประเพณีก็ดี แต่มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ประเทศไม่พัฒนา นั่นคือ ดันมีนักการเมืองไทยอยู่บนแผ่นดินของประเทศแสนดีแห่งนี้”

 อีกสามวันการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศไทยก็จะเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ผมขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งจะเขียนถึงเรื่องการเมือง เพื่อขอร้องคนที่ทำงานการเมืองทุกคนทุกฝ่าย จงหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ก็ตาม ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต้องสะดุดหยุดลง เพราะลำพังแค่การแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในโลกนี้ เศรษฐกิจของไทยก็อยู่ในช่วงหนักหนาสาหัสเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้น จงหยุดซ้ำเติมและทำร้ายประเทศกันเถอะ

 นักการเมืองไทยทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น มักจะมีมุมมองและวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์ เมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านมาแจ้งนักการเมืองว่าเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ แทนที่นักการเมืองจะรับเรื่องและดำเนินการช่วยเหลือ ตามช่องทางและขั้นตอนที่ถูกต้อง

 แต่ส่วนใหญ่ของนักการเมืองไทย ชอบที่จะนำชาวบ้านเป็นกลุ่มคนจำนวนมากมาชุมนุมหรือเดินขบวน เพื่อกดดันหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับปัญหานั้นๆ หลายครั้งหลายปัญหาแทนที่จะนำชาวบ้านไปพบเพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับรู้ ว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนเพราะอะไร หรือเป็นคนกลางช่วยประสานงานให้ทั้งสองฝ่ายได้รับรู้ความก้าวหน้าของการแก้ปัญหานั้น กลับนำมวลชนปิดกั้นทางสาธารณะจนคนที่ไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งลักษณะการทำอย่างนั้นไม่ควรเกิดขึ้นโดยนักการเมือง

 หรือในการชุมนุมเรียกร้องไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม นักการเมืองไทยมักจะไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น เพราะแทนที่จะเลือกสถานที่ชุมนุม เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน นักการเมืองไทยยุคนี้กลับเลือกโดยไม่รับรู้ว่า เป็นสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ส่วนบุคคลของผู้อื่น   หรือแม้แต่ชุมนุมในย่านธุรกิจการค้าสำคัญของประเทศ โดยไม่สนใจว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จะส่งผลร้ายแรงต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง

 สิ่งที่สร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างร้ายแรงที่สุด ที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกระทำต่อประเทศไทยก็คือ การปลุกระดมมวลชนให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังต่อธุรกิจและสินค้า ที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคิดเองเออเองว่า เป็นธุรกิจและสินค้าที่ให้ทุนสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม หรือมีคนที่มีแนวคิดตรงข้ามกับตนเองนั่งในตำแหน่งต่างๆ อยู่

 การปลุกกระแสความเกลียดชังเช่นที่ว่ามานั้น บางครั้งถึงขั้นยุยงส่งเสริมให้มีการทำลายทรัพย์สินทางธุรกิจ ซึ่งไม่มีนักการเมืองที่มีสมอง, มีสติดีที่ไหนในโลกนี้กระทำกัน เพราะการเมืองก็อยู่ส่วนการเมือง เป็นเรื่องของการเสนอขายความคิดของแต่ละฝ่าย บุคคล, องค์กรหรือร้านค้าไหนเห็นด้วยเขาก็บริจาคเงินให้ แต่หากเขาเห็นต่างในนโยบายเขาก็ไม่บริจาคให้ การเมืองทั้งโลกล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น และไม่มีนักการเมืองที่ไหนที่จะปลุกระดม ให้มีการเผาทำลายทรัพย์สินขององค์กรทางธุรกิจ เช่นนักการเมืองในประเทศไทยเคยทำกัน

 หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ไปแล้ว ผมหวังว่านักการเมืองไทยทุกท่าน ทั้งที่ได้รับเลือกตั้งและไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ยังประสงค์จะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป คงจะทำกิจกรรมการเมืองของท่านโดยมีสติที่เตือนตนเอาไว้เสมอว่า อย่าทำร้ายประเทศด้วยการทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหายเช่นที่ผ่านมา มิฉะนั้นท่านก็คงเข้าข่ายเป็นนักการเมืองชั่วร้าย ที่ทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนานั่นเองครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ