ข่าว

เผยมาร์คไม่ต่าง'แม้ว'ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับ

เผยมาร์คไม่ต่าง'แม้ว'ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับ

29 มิ.ย. 2554

จุฬาจัดสัมมนาเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลกแนะรัฐบาลฟื้นสัมพันธ์องค์กรสิทธิฯ นักวิชาการผิดหวัง "มาร์ค" ไม่ต่าง "แม้ว" ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศ สื่อระบุไทยมีผู้อพยพหลากหลายทำให้มองทางแก้ปัญหาไม่ออก "ไกรศักดิ์" เผยไทยเมคกะโปรเจคท์ที่ อ.ทวาย ทำร้ายชนกลุ่มน้อย ส

 (29มิ.ย.) ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อพม่า ประเทศไทย ( AIPMC) องค์การนิรโทษกรรมสากล ประเทศไทย และ กลุ่มเพื่อนพม่า ได้จัด เวทีสัมมนาวิชาการเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลกในหัวข้อ ผู้คนในความขัดแย้ง การแสวงหาที่ปลอดภัย และการบังคับโยกย้ายถิ่น : บทบาทของรัฐไทยและกลไกของอาเชียน โดยภายในงานได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ ผู้คนในความขัดแย้ง และ การอพยพโยกย้ายครั้งใหม่: สถานการณ์การย้ายถิ่นจากการสู้รบและบังคับโยกย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านบนมุมมองและการจัดการของไทย"  โดยนายเกษม ทวีปัญญสกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สภาความมั่นคง นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น และนายสุนัย ผาสุข นักวิชาการอิสระ Human Right Watch ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา

ผิดหวัง"มาร์ค"ไม่ต่าง"แม้ว"ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศ

 นายสุนัยกล่าวว่า ความหมายโดยแท้จริงของผู้ลี้ภัย คือ บุคคลที่มีความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวได้ว่าจะถูกประหัตประหารด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนาสัญชาติ สมาชิกภาพของกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งบุคคลนั้นจะต้องอยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติตนอีกทั้งไม่สามารถหรือสมัครใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐนั้น เนื่องด้วยความหวาดกลัวดังกล่าว ทั้งนี้คนมากกว่า 43 ล้านคนในโลกที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นที่อยู่ มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิงและเด็ก ซึ่งในจำนวนนี้ 40 เปอร์เซ็นต์ อายุน้อยกว่า 18 ปี โดยในจำนวนประชากรโลก 158 คน จะมีคนถูกบังคับย้ายถิ่นหนึ่งคน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นผู้ลี้ภัยและผู้อพยพย้ายถิ่นที่เข้ามาอยู่มากที่สุดคือผู้อพยพจากประเทศพม่า

 นักวิชาการอิสระจาก Human Right Watch กล่าวอีกว่า การจัดการและการดูแลผู้ลี้ภัยในประเทศไทยนั้นรัฐบาลในชุดก่อนๆ ได้ดูแลโดยยึดตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อครั้งที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดูแลผู้ลี้ภัยโดยเน้นให้มีการผลักดันกลับเพราะต้องการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่าในขณะนั้น โดยรวมหัวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นกล่าวหาว่า องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR มาสำรวจและให้สถานะผู้ลี้ภัยโดยไม่แจ้งรัฐบาลไทยจึงต้องลดความสัมพันธุ์ลง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว UNHCR ได้แจ้งข่าวกับรัฐบาลไทยตลอด การกระทำของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเกิดรอยร้าวฉานขึ้น

 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ตำหนิรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ดำเนินการในเรื่องนี้แทบไม่ต่างกัน สิ่งที่เป็นความเลวร้ายที่สุดของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์คือการผลักดันลาวม้งกลับทั้งๆ ที่เขาไม่พร้อมเพียงเพราะต้องการสานสัมพันธ์กับรัฐบาลลาวในขณะนั้น ซึ่งตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลนั้นในการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับไปยังต้นทางประเทศของเขาจะต้องได้รับความยืนยันและความยินยอมพร้อมใจจากผู้ลี้ภัยเหล่านั้นก่อนว่าเขาต้องการที่จะไปหรือไม่ แต่รัฐบาลไทยได้ยึดถือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าหลักสิทธิมนุษยชนผลักดันผู้ลี้ภัยชาวพม่ากลับประเทศทั้งๆ ที่สถานการณ์การสู้รบในประเทศของเขายังคุกรุ่นอยู่

 นายสุนัยกล่าวว่า ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลหากผู้ลี้ภัยคนใดได้รับการรับรองสถานภาพแล้ว รัฐไทยไม่สามารถส่งผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับได้นอกจากเจ้าตัวจะยินยอมหรือสมัครใจเสียก่อน แต่กระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทยสร้างความกังขาและคลางแคลงใจให้กับองค์กรสิทธิมนุษยชนมาก เพราะบุคคลที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยแล้วก็ถูกจุบกุมตัวและส่งกลับประเทศพร้อมกันแรงงานข้ามชาติ การดำเนินการทุกอย่างกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานปกครองที่เกี่ยวข้องสร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาเองโดยปราศจากการยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากล

แนะรัฐบาลใหม่ฟื้นความสัมพันธ์กับองค์กรสิทธิมนุษยชน

 “ดังนั้นปัญหาจำเป็นที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาคือ รัฐบาลและหน่วยงานปกครองของไทยควรจะกลับไปสานสัมพันธ์กับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และควรเปิดโอกาสให้กลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด หรือ Provincial Administration Board ( PAB )ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดแยกผู้ลี้ภัยอย่างเป็นกลางตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย และการจะผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศนั้นรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็จะต้องประเมินข้อเท็จจริงด้วยความจริงตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศก่อนที่จะมีการส่งกลับ รวมถึงรัฐบาลไทยเองควรจะเข้าไปมีส่วนช่วยการสนับสนุนให้เกิดเสรีภาพและสันติภาพอย่างแท้จริงในประเทศพม่า เพราะเมื่อประเทศพม่ามีเสรีภาพและสันติภาพอย่างแท้จริงการส่งกลับผู้ลี้ภัยก็จะทำได้และกลุ่มคนเหล่านี้ก็อยู่ในประเทศของเขาได้อย่างมีความสุขและอย่างมีศักดิ์ศรี”นักวิชาการอิสระจาก Human Right Watch กล่าว

สื่อระบุไทยมีผู้อพยพหลากหลายทำให้มองทางแก้ปัญหาไม่ออก

 ด้านนายสุภลักษณ์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นที่พักอาศัยของผู้อพยพทุกประเภทหลายล้านคนทั้งจากประเทศ พม่า ทุกชนเผ่า ลาวทั้งลาวสูงลาวเทิง ลาวลุ่ม กัมพูชา เวียดนามทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เกาหลีเหนือ ซึ่งผู้อพยพจากเกาหลีเหนือบางคนเดินเท้าเข้ามาไกลมากโดยเดินเท้าเข้ามาจากฝั่งลาว การมาจากหลากหลายที่หลากหลายเชื้อชาติแบบนี้ทำให้รัฐไทยมองการแก้ปัญหาไม่ออก ซึ่ง ปัญหาหลักของชาวพม่าที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอันดับหนึ่งเลยคือเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง อันดับที่สองคือเรื่องความขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติและศาสนา และปัญหาใหม่ที่ทำให้ผูลี้ภัยชาวพม่าอพยพเข้ามาในประเทศเรามากขึ้นก็คือปัญหาที่ดินทำกินที่ถูกเวนคืนจากรัฐบาลทหารพม่าไปสร้างโครงการเมกะโปรเจ็คก์อย่างเขื่อนหรือโรงไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยของรัฐบาลไทยไม่เคยทำอย่างเป็นระบบ ตนจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ของไทยให้ทำแผนและแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้อพยพใหม่ ทำแผนส่งกลับใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอ และปรับปรุงท่าทีกับองค์กรระหว่างประเทศเรื่องผู้อพยพลี้ภัยใหม่ และต้องมองปัญหาผู้อพยพผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องระดับภูมิภาค

"ไกรศักดิ์"เผยไทยเมคกะโปรเจคท์ที่ อ.ทวายทำร้ายชนกลุ่มน้อย

 ขณะที่นายไกรศักดิ์ ชุนหะวัณ อดีตสมาชิกรัฐสภาไทยและรองประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อพม่า ( AIPMC) กล่าวเสวนาเพิ่มเติมในหัวข้อจากโรฮิงยาถึงอาเซียน อาเซียนจะแก้ปัญหาผู้หนีภัยความตายและการบังคับโยกย้ายถิ่นในเงื่อนไขการย้ายถิ่นใหม่อย่างไร โดยให้ความเห็นเพิ่มเติมเรื่องการขยายโครงการเมกะโปรเจ็คก์ที่อ.ทวายประเทศพม่าว่า การขยายโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนของรัฐบาลไทยที่ไปสร้างไว้เพราะไม่สามารถทำโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดในประเทศไทยได้โครงการนี้เป็นเหมือนการทำร้ายชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นทางอ้อมเพราะที่ดินของเขาจะถูกน้ำท่วมเพราะโครงการสร้างเขื่อนแห่งนี้เป็นแน่ ผู้หญิงหลายคนที่อยู่บริเวณนั้นก็จะถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศจากทหารพม่า จะมีความเลวร้ายหลายสิ่งตามมาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นจะต้องแก้ไขคือการดำเนินโครงการของเอกชนและรัฐไทยจะต้องทำตามหลักสากลโดยต้องมีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย

สภาทนายความเผยต้องแก้ปัญหาค้ามนุษย์

 นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความกล่าวว่าสิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือรัฐจะต้องเล่นงานกระบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและปรับแนวคิดเรื่องมุมมองแก่ผู้ลี้ภัยว่าไม่ใช่ภาระและยกเลิกวิธีกดดันผู้ลี้ภัยให้กลับประเทศเมื่อเขายังไม่พร้อม และต้องยอมรับการมีตัวตนของผู้ลี้ภัยที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาในทางกฎหมายได้ รวมถึงรัฐเองจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่เฉพาะกับประเทศต้นทางผู้ลี้ภัยแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต้นทางเหล่านั้นด้วยเพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 ด้านนายเกษม ทวีปัญญสกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สภาคามมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวว่า นโยบายในการดูแลผู้ลี้ภัยของเรายังเหมือนเดิม ซึ่งหากประเทศตะวันตกประเทศใดที่พร้อมรับผู้ลี้ภัยไปอยู่ด้วยเราก็จะประสานกับ UNHCR ให้มารับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไปยังประเทศที่พร้อม ทั้งนี้เรามีนโยบาย 3 อย่างเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยคือหากมีการอพยพเข้ามาใหม่เราก็จะนำผู้ลี้ภัยเหล่านั้นมาคัดแยกโดยมอบให้คณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ว่า มีนายอำเภอ เข้ามาพิจารณาร่วมเพื่อให้พื้นที่พักพิงเราไม่มีการเพิ่มหรือการขยายพื้นที่ใหม่ และนอกจากนี้เรายังได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคัดกรองบุคคลซึ่งได้รับสถานะหรือว่าได้รับสิทธิเป็นเรื่องของ ซึ่งการช่วยเหลือก็จะเป็นไปตามปกติ