ข่าว

กมธ.วุฒิสภาหนุนสุวิทย์ถอนตัวมรดกโลก

กมธ.วุฒิสภาหนุนสุวิทย์ถอนตัวมรดกโลก

29 มิ.ย. 2554

กมธ.ต่างประเทศ วุฒิภา หนุน “สุวิทย์” ถอนตัวมรดกโลก เชื่อไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่อาจเป็นชนวนการปะทะตามแนวชายแดนได้

(29มิ.ย.) รัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ส.ว.พิษณุโลก ฐานะประธาน ร่วมออกแถลงการณ์สนับสนุนนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจามรดกโลก ฝ่ายไทย ที่ประกาศถอนตัวออกจากสมาชิกในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เพราะเห็นว่า 1.หากตัวแทนเจรจาฝ่ายไทยยังร่วมประชุมต่อไป อาจเสี่ยงต่อการร่วมยอมรับพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นของประเทศกัมพูชา ทั้งนี้มองด้วยว่าการถอนตัวดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกภาคีมรดกโลกให้ความสนใจใจการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา 2.การแสดงเจตจำนงของคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายไทยที่จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกนั้น ยังไม่มีผลผูกพันตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก มาตรา 35 เพราะการบอกเลิกตามมาตรา 35 ต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร ยื่นต่อ ผอ.ยูเนสโก และการบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบระบะเวลา 12 เดือน นับจากวันที่มีหนังสือตอบรับการบอกเลิกจากรัฐภาคี โดยที่ฝ่ายไทยจะต้องมีหนังสือจากผู้มีอำนาจลงนามในสนธิสัญญา ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรี หรือ รมว.ต่างประเทศ ทั้งนี้คณะกรรมการธิการขอฝากไปยังรัฐบาลในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนและประชาชน เพื่อสร้างความเข้าในทั้ง 2 ประเด็นข้างต้น จากนั้นนางพิกุลแก้ว ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ถามถึงกรณีที่มีนักวิชาการด้านการต่างประเทศออกมาท้วงติงว่าการถอนตัวครั้งนี้อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์ได้ ว่า การประกาศถอนตัวถือเป็นดุลยพินิจของผู้ที่เข้าร่วมประชุม ซึ่งผู้ที่วิจารณ์นั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จึงอาจไม่เข้าใจ และจากการรับฟังการชี้แจงของฝ่ายเจรจาของไทย ในการประชุมกรรมาธิการการต่างประเทศ พบว่าการประกาศถอนตัวได้ขออนุญาตจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ที่จะวอล์คเอาท์ออกจากที่ประชุม หากมีการพิจารณาในประเด็นที่ไทยเสียเปรียบ “การทำเช่นนี้เป็นการปกป้องอธิปไตยของไทย ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าเกี่ยวกับการเมืองภายในของไทยนั้น ดิฉันขอร้องว่าอย่านำไปเชื่อมโยงกัน เพราะการปกป้องอธิปไตยไม่ใช่การเมือง และการเคลื่อนไหวของไทยครั้งนี้เท่ากับเป็นการปกป้องอธิปไตยของไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการทราบว่าในที่ปนะชุมมรดกโลก ข้อมูลได้ถูกบิดเบือนไปมาก แต่เมื่อไทยได้ประกาศถอนตัว ก็ทำให้สมาชิกรับทราบข้อมูลจากไทยมากขึ้น เห็นได้จากกรณีที่ ผอ.ยูเนสโก มีจดหมายถึงนายกฯ” นางพิกุลแก้ว กล่าว ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีกระแสวิจารณ์ว่าการถอนตัวครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน นางพิกุลแก้ว กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับมิตรสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเป็นกรณีพิพาทเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเท่านั้น ตามปกติความสัมพันธ์ในเชิงมรดกโลกเป็นเพียงแง่ของการท่องเที่ยวเท่านั้น อีกทั้งไม่เชื่อว่ากระแสการถอนตัวจะนำปสู่ให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ แต่ยอมรับว่าอาจเกิดเหตุการณ์ปะทะขึ้นได้ ซึ่งตนสนับสนุนให้ทหารใช้วิธีการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย เมื่อถามว่ากรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ระบุว่าปัญหาพระวิหารควรให้เป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า นางพิกุลแก้ว กล่าวว่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลชุดนี้อยู่ในช่วงรักษาการ เข้าใจว่าคงไม่สามารถอนุมัติเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนใดๆได้ อีกทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยจำเป็นต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้การเห็นชอบเสียก่อน หากรัฐบาลไม่เร่งตัดสินใจใดๆไปอาจทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ หรือถูกมัดมือชกจากฝ่ายตรงข้ามได้ ส่วนรัฐบาลชุดหน้าที่จะเข้ามาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามแนวทางของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ด้านขณะที่ พญ.พรพันธ์ บุญรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่เชื่อว่าการประกาศถอนตัวจากภาคีมรดโลกจะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความรุนแรงระหว่างประเทศ เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของประเทศกัมพูชา ฝ่ายไทยไม่เคยไปรุกรานเขาก่อน “ความเป็นจริงวันนี้ที่บริเวณปราสาทพระวิหาร มีทหารของกัมพูชาอยู่เต็มพื้นที่ และเขาก็อ้างว่าเป็นการ์ด และเป็นเจ้าหน้าที่ของยูเนสโก ที่ผ่านมาไม่มีใครฟังข้อมูลด้านนี้ และที่ผ่านมาไทยพยายามรักษาพื้นที่ไว้โดยตลอด” พญ.พรพันธ์ กล่าว