ข่าว

 “ปฏิรูปแรงงาน”ควรทำอย่างไร

“ปฏิรูปแรงงาน”ควรทำอย่างไร

29 มิ.ย. 2554

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมได้รับหนังสือ “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” จาก ดร.วณี ปิ่นประทีป รองผู้อำนวยการสำนักปฏิรูป (สปร.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปที่ตั้งขึ้นต

ว่าด้วยการปฏิรูป พ.ศ.2553 อ่านแล้วมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ในฐานะที่ผมเองและผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้ใช้แรงงาน จึงขอหยิบเฉพาะเรื่อง “ปฏิรูปด้านแรงงาน” มาสรุปเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็แล้วแต่ดุลพินิจของแต่ละท่านนะครับ

 สำนักปฏิรูปได้เสนอการแก้ปัญหาของผู้ขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรมว่าควรจะทำใน 3 ด้าน คือ การเพิ่มค่าจ้าง (เพิ่มรายได้), เพิ่มสวัสดิการ และเพิ่มผลผลิต ประการแรก เพิ่มค่าจ้าง โดยการคำนึงถึง 2 เรื่อง คือ เรื่องความจำเป็นของชีวิต ลูกจ้างไร้ฝีมือและทำงานใหม่ควรได้รับค่าจ้างที่พอจะทำให้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ และเรื่องการจ่ายค่าจ้างควรคำนึงถึงค่าจ้างในฐานะที่เป็นค่าตอบแทนแก่ฝีมือการทำงานด้วย ลูกจ้างที่มีประสบการณ์มากและฝีมือดีขึ้นควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกจ้างพยายามพัฒนาฝีมือของตนเอง และได้รับความคุ้มครองในสิทธิของแรงงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกจ้างแรงงานมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนคนในอาชีพอื่น และขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

 ประการที่สอง เพิ่มสวัสดิการแรงงานให้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ การบริการสังคม ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข ที่พักอาศัย ฯลฯ, ประกันสังคม เพื่อให้ทุกคนมีหลักประกันในชีวิต ควรให้ครอบคลุมแรงงานทุกประเภท และสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ หรือในยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ ประการที่สาม เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการศึกษาของแรงงาน โดยให้รัฐและนายจ้างร่วมมือกันส่งเสริมให้เปิดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งหน่วยเรียนรู้ต่างๆ และควรจัดสวัสดิการที่พักให้คนงาน ในหรือที่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พัก มีชุมชนของตนเอง และมีเวลาในการศึกษาต่อเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาการที่ลูกจ้างแรงงานไทยมีพื้นฐานการศึกษาต่ำ และด้านการเพิ่มความรู้และทักษะในอาชีพ นายจ้างจะได้ผลตอบแทนจากการพัฒนาฝีมือแรงงานในขณะเดียวกันลูกจ้างแรงงานก็สามารถเลือกงานได้มากขึ้น

 ประการที่สี่ อำนาจต่อรองของแรงงาน มาจาก 2 ส่วน คือ ฐานความรู้และทักษะ และการจัดการองค์กรเพื่อการต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากทุกวันนี้รัฐยังไม่ได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาเลขที่ 87 และ 98 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิการรวมตัวเพื่อการต่อรองของแรงงาน จึงมีข้อเสนอว่า 1.รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองโดยเร็ว 2.รัฐต้องให้เสรีภาพในการรวมตัวของคนงานกลุ่มต่างๆ 3.ปฏิรูประบบการออกเสียงเลือกตั้งในระบบไตรภาคีให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย 4.ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย และมีตัวแทนของลูกจ้างจากระบบเลือกตั้งโดยตรง เป็นคณะกรรมการไตรภาคีคอยกำกับดูแลและกำหนดนโยบาย

 5.ปฏิรูปการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎร วุฒิสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ลูกจ้างที่ทำงานในพื้นที่ใดนานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์เลือกและรับเลือกตั้งตำแหน่งดังกล่าวของเขตพื้นที่นั้นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกจ้างเลือกตัวแทนของตน 6.จัดตั้งกองทุนพิทักษ์สิทธิ์แรงงาน นายจ้างสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อมีการเลิกกิจการลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ 7.ให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ศาลแรงงาน

 ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเสนอปฏิรูปด้านแรงงาน แนวทางการปฏิรูปประเทศไทยฯ ซึ่งหากสนใจอยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ ก็อ่านเพิ่มเติมในหัวข้ออื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.reform.or.th นะครับ

บัญญัติ  คำนูณวัฒน์