ข่าว

ว่าด้วย“นาย”ในโลกของตำรวจ

ว่าด้วย“นาย”ในโลกของตำรวจ

29 มิ.ย. 2554

ผลงานของตำรวจในการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ที่ได้รับความสนใจจากสังคม ซึ่งปรากฏอยู่บนสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ในห้วงเวลานี้นั้นเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ฝีมือการสืบสวนปราบปรามคดีอาชญากรรมของตำรวจไทยไม่ธรรมดา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาไปถึงการทำงานของตำรวจน้ำดีจำนวนหนึ่งที่ต้องทำงานอย่างหนักท่ามกลางภาระหน้าที่จำนวนมาก การมีกำลังพลที่จำกัด การขาดแคลนของระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน อาทิ การไม่มีระบบเทคโนโลยี  เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทันสมัย เป็นต้น บริบทในการทำงานเช่นนี้เป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งวัฒนธรรมอุปถัมภ์และระบบคุณธรรมที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงยังมีผลตอกย้ำการไร้ประสิทธิภาพในการทำงานให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 “ตำรวจไทยที่ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการแสดงศักยภาพในการสืบสวนจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง จึงสมควรได้รับการชื่นชมยกย่องจากทุกๆ เสียงในสังคมไทย ในฐานะซูเปอร์แมน” เนื่องมาจากบริบทในการทำงานดังที่กล่าวมาข้างต้น

 การก้าวเข้าสู่โลกของตำรวจผ่านการทำงานศึกษาวิจัยในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ดิฉันได้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์การทำงานของตำรวจที่น่าอัศจรรย์หลากหลายประเด็น อย่างเช่น “การทำงานให้ได้ตามคำบัญชาของนาย” โดยสามารถสนองความต้องการของนายได้อย่างรวดเร็วทันใจ ทำได้ทุกอย่างตามที่นายสั่งการ เรียกว่าต้องทำให้ได้ดั่งใจนายโดยมิสามารถปริปากถามนายได้แม้แต่คำเดียวว่า นายมีงบประมาณจัดสรรให้หรือไม่ (อดกลั้นต่อข้อสงสัย) บ่อยครั้งที่บรรดานายๆๆๆ (จำนวนมาก) มีบัญชาในเรื่องที่ด่วนและ (เรื่องของนาย) ทุกเรื่องล้วนมีความสำคัญมากทั้งสิ้น

 ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานที่ประจำอยู่ ณ สถานีตำรวจตามพื้นที่ต่างๆ ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานด้วยความอดทนเนื่องด้วยงานในหน้าที่ของตำรวจนั้น เนื้องาน (job content) มีความยุ่งยากและซับซ้อน คนทำงานต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปฏิบัติงานจึงจะสามารถทำงานให้บรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มคนที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องคำนึงถึงมากเป็นพิเศษก็ยังคงเป็นนาย

 สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ถึงแม้ว่าตำรวจผู้ปฏิบัติงานจะให้ความสำคัญกับคำบัญชาของนายโดยวิ่งรอกทำงานจนหัวหมุนและไส้แห้งแล้วก็ตาม บรรดานายๆ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็ล้วนแล้วแต่สนใจเพียงความมั่นคงปลอดภัยและความอยู่รอดของตนเองเป็นสำคัญ นานๆ (นานมาก) จึงจะเจอนายประเภทร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมบัญชาการ และสนับสนุนในทุกๆ เรื่องอย่างเต็มที่ เรียกว่าร่วมหัวจมหางเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

 หากผนึกกำลังระหว่างศักยภาพที่มีในเนื้อในตัวของตำรวจไทยเข้ากับการมีนายที่ดีและมีความเฉลียวฉลาดในการบริหารจัดการทีมงานและองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว มิใช่ (นาย) เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ดิฉันมั่นใจอย่างยิ่งว่า ฝีมือของตำรวจไทยไม่น้อยหน้ากว่าตำรวจชาติใดในโลก พิสูจน์ได้จากสภาพการทำงานที่ย่ำแย่อย่างในปัจจุบันนั้น ตำรวจไทยยังสามารถแสดงผลงานที่ชัดเจนดังที่ปรากฏตามสื่อมวลชนทุกวันนี้ ปัญหาคือ ทำไมวงการตำรวจจึงมักได้นายที่เพิ่มภาระให้แก่ลูกน้อง ทำไมนโยบายของนายแต่ละเรื่องที่ถูกส่งมาให้สถานีตำรวจปฏิบัติจึงมีลักษณะนโยบายที่ดูหน่อมแน้มไร้สาระ ไร้แก่นสาร เลื่อนลอย วูบวาบ และฉาบฉวย

 ทำไมนายตำรวจที่ดีๆ มีอุดมการณ์ในการทำงาน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทีมงานผู้ปฏิบัติ มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ปฏิภาณจึงไม่ได้ขึ้นไปเป็นนาย

 ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่กลุ่มคน (จำนวนไม่น้อย) ที่ดำรงตำแหน่งอยู่บนยอดเจดีย์ขององค์กรตำรวจควรถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงที่มา ศักยภาพ และความสามารถที่สมควรจะมาดำรงตำแหน่งเป็น “นาย”

 หากว่า “มีนาย” แล้วมีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า “ไม่มีนาย” อย่ามีซะดีกว่า จะได้ไม่สร้างภาระให้แก่คนทำงานและประหยัดงบประมาณ...บัดนี้ ถึงเวลา ปฏิรูปนายของตำรวจ แล้วหรือยัง?

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข