ข่าว

กต.ออกแถลงการณ์ปัดขัดแย้ง"สุวิทย์"

กต.ออกแถลงการณ์ปัดขัดแย้ง"สุวิทย์"

28 มิ.ย. 2554

กต. ออกแถลงการณ์ปัดข่าวเกาเหลา "สุวิทย์" ยันทุกฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โฆษกกองทัพภาคที่ 2 ระบุชัด "ฮุน เซน" ปล่อยข่าวไทยดีเดย์โจมตีกัมพูชา 1 ก.ค. รับข่าวจริงเขมรเกณฑ์ทหาร 5 พัน ผู้ว่าฯบุรีรัมย์สั่งดูแลพื้นที่ชายแดนหลังมีเสียงปืนดังจากฝั่งตรงข้าม “ชว

(28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ทางเว็บไซต์ของกระทรวง โดยอ้างคำพูดของนายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรักษาการโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปฏิเสธการรายงานข่าวที่ระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นขัดแย้งกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการกำหนดท่าทีไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 35 และขอยืนยันว่า การกำหนดท่าทีของไทยในเรื่องนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสื่อมวลชนอย่างชัดเจนและครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ถึงสาเหตุที่ไทยได้ตัดสินใจประกาศเจตนารมณ์ที่จะเพิกถอนจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกเพื่อแสดงจุดยืนของไทยที่ไม่ต้องการให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารที่ฝ่ายกัมพูชาจะเสนอต่อที่ประชุมฯ

โฆษกกองทัพภาค2บอก"ฮุนเซน"ปล่อยข่าวไทยจะโจมตี1ก.ค.นี้

 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2 ภายในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 พ.อ.(พิเศษ)ประวิทย์ หูแก้ว หรือ "เสธหู"  โฆษกกองทัพภาคที่ 2 รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความอ่อนไหวตรึงเครียดต่อการปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาว่า สถานการณ์ขณะนี้ทางผู้บังคับบัญชา ทั้งผู้บัญชาการทหารบกและแม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการเน้นย้ำให้ดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด  ซึ่งปกติกำลังที่ประจำอยู่ตามแนวชายแดนก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยอยู่แล้ว แต่หลังจากที่เราได้ลาออกจากสมาชิกคณะกรรมมรดกโลกแล้วทำให้ความเข้มข้นของการตรึงกำลังต้องเพิ่มขึ้น สำหรับสถานการณ์ตามแนวชายแดนจริงๆแล้วไม่ถึงกับตึงเครียดนัก ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ยังสามารถที่จะพบปะพูดคุยกันได้ อย่างน้อยสามารถที่จะโทรศัพท์ติดต่อกันกัน สรุปแล้วปัญหาในพื้นที่ตามแนวชายแดนไม่ตึงเครียด

  ส่วนข้อเท็จจริงด้านการข่าวเกี่ยวกับที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชากล่าวหาว่า ไทยส่งอาวุธหนักตรึงตามแนวชายแดนเพื่อจะเปิดฉากยิงฝ่ายกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.54 นี้นั้น พ.อ.(พิเศษ)ประวิทย์ กล่าวว่า  เรื่องนี้ตนยืนยันว่าไม่มีแน่นอน และกำลังของกองทัพภาคที่ 2 ดูแลในพื้นที่โดยกองกำลังสุรนารีเรายังคงใช้กำลังป้องกันชายแดนประจำปีที่เราดำเนินการอยู่ไม่มีการเสริมหรือเพิ่มเติมกำลังใดๆทั้งสิ้น  ถึงแม้ว่าในช่วงที่เราปะทะกับทหารกัมพูชาในช่วงวันที่ 22 เม.ย. -  3 พ.ค.54 ที่ผ่านมาเราก็ไม่มีการเพิ่มเติมกำลังจากข้างหลัง เรายังคงใช้กำลังป้องกันชายแดน ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นกำลังเดิมที่ดูแลพื้นที่ชายแดนอยู่ ทั้งนี้มีนโยบายของ รมว.กลาโหม , ผบ.ทบ. สั่งการมาโดยชัดเจนว่า กองทัพไทยจะไม่เป็นฝ่ายริเริ่มก่อน เราจะปกป้องอธิปไตยของเราตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 ดังนั้นตามที่ผู้นำของกัมพูชาว่าเราเตรียมการณ์ที่จะโจมตีวันที่ 1 ก.ค.54นี้   เป็นไปไม่ได้แน่นอน ที่ดำเนินการอยู่ก็เพียงเตรียมพร้อมปกป้องอธิปไตย แต่ถ้าวันที่ 1 ก.ค.54นี้เกิดขึ้นจริงก็น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของทางฝ่ายตรงข้ามมากกว่า จะเห็นว่าในการปะทะกันแต่ครั้งที่เกิดมาในช่วงที่ผ่านมา 2-3 ครั้งทางด้านกัมพูชาก็กล่าวหาเราในทุกเวทีว่าเราเป็นฝ่ายโจมตีก่อน ทั้งๆที่เราก็มีหลักฐานชัดเจนว่า เราแค่ตอบโต้เพื่อป้องกันอธิปไตย ที่แท้จริงแล้วทางด้านกัมพูชาเป็นโจมตี ดังนั้นถ้าจะเกิดจริงในวันที่ 1 ก.ค.54ตามที่ผู้นำของกัมพูชาได้ออกมาระบุนั้นมันน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
 
 "ยืนยันว่ากระสุนนัดแรกจะไม่มีการออกจากปากกระบอกปืนของเราแน่นอน เพราะเป็นนโยบายสั่งการมาโดยชัดเจน ถ้าเราทำออกไปก็จะเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับชา"พ.อ.ประวิทย์ บอก

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าทางฝ่ายกัมพูชารับสมัครประชาชน 5 พันคนเกณฑ์เพื่อไปเป็นทหารมาประจำตามแนวชายแดนไทยเพื่อสู้รบกับไทย พ.อ.(พิเศษ)ประวิทย์ ตอบว่า อันนี้มีข่าวรายงานเข้ามาและมีการปฏิบัติกันตั้งแต่ในห้วงที่มีการปะทะในช่วงที่ผ่านมาก็น่าจะเป็นการเสริมและเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชาก็เป็นเรื่องของทางด้านกัมพูชาเราก็ได้แต่ติดตามข่าวสารเท่านั้น
 
 ส่วนเรื่องสายลับหรือสปายที่หลบหนีไปจะรู้ที่ตั้งของอาวุธรถถัง ปืนใหญ่และกำลังพลหรือไม่นั้น พ.อ.(พิเศษ)ประวิทย์ กล่าวว่า พวกเรายังคงติดตามข่าวสารอยู่ก็มีส่วนหนึ่งที่ผู้นำหรือหัวหน้าสายลับนายวิชัย หรือ พ.อ.ยาเปา ที่หลบหนีกลับไปกัมพูชาแล้วจะมีรหัสที่ตั้งบางส่วนของเราติดไป ตนขอยืนยันว่า ในการดำเนินการตั้งฐานปฏิบัติการของเราไม่ว่าจะเป็นฐานของอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นฐานของของกำลังพลนั้น 1.เราเป็นที่ตั้งที่ไม่ได้ถาวร ถ้าพื้นที่ไหนที่ตั้งไหนคิดว่าอาจจะล่อแหลมเราก็สามารถสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา เพราะไม่ได้อยู่เป็นถาวรเป็นเดือน เป็นปี

 2.เรามีวิธีการทางทหารที่จะเลือกในการที่ตั้ง ไม่ว่าที่ตั้งของอาวุธ และที่ตั้งของกำลังพลถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามรู้ถึงพิกัดก็ไม่สามารถจะยิงทำร้ายอันตรายเราได้ เรามีวิธีการที่จะเลือกตั้งแบบนั้น อีกส่วนหนึ่งเรามีการเสริมความมั่นคงถ้ามันอาจจะมีหลงตกหลงมาบริเวณข้างเคียงบ้างก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เราขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า ถึงแม้ว่าที่ตั้งต่างๆอาจจะหล่นไปบ้างก็ไม่มีปัญหา ไม่เป็นอันตรายต่อพี่น้องทหารตามแนวชายแดน

 ส่วนการขอสนับสนุน เอฟ 16 จากกองทัพอากาศนั้น ขอเรียนว่าในการปฏิบัติภารกิจเป็นการปฏิบัติการป้องกันตามแผนประจำปี เราไม่มีกำลังทางอากาศมาสนับสนุน ในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศเป็นการปฏิบัติของทหารอากาศโดยภารกิจของเขาโดยตรงไม่เกี่ยวกับทางกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพอากาศก็ยืนยันว่า การปฎิบัติภารกิจในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ไม่มีการที่จะไปล่วงล้ำน่านฟ้าของกัมพูชาแน่นอน

 ส่วนหากทหารกัมพูชามีการเสริมกำลัง 5 พันนายฝ่ายเราจะมีการเสริมกำลังเพิ่มอีกหรือไม่ พ.อ.(พิเศษ)ประวิทย์ ตอบว่า  มั่นใจว่าด้วยกำลังของกองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะกองกำลังป้องกันชายแดนของเราสามารถที่จะรักษาอธิปไตยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จนเกิดการปะทะขึ้นมา

แม่ทัพภาค2เผยขณะนี้เผชิญหน้าตลอดแนวชายแดน

 ที่กองร้อยทหารพรานที่ 26 บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา และผู้ประกอบการภาคเอกชน  ได้มาเยี่ยมและให้กำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจ.สุรินทร์ พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหาร และอาสาสมัครทหารพรานที่เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาจำนวน 9 ครอบครัว ครอบครัวละ 5 หมื่นบาท  พร้อมทั้งมอบเงินจำนวนหนึ่งและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจครอบครัวทหารที่เสียชีวิต รวมทั้งทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดสุรินทร์

 พล.ท.ธวัชชัย  เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนว่า จากการที่เราถอนตัวออกจากมรดกโลก ก็ได้รับความสนใจจากสื่อของแต่ละประเทศต่างสัมภาษณ์กองกำลังของแต่ละฝ่าย มีความเคลื่อนไหวในด้านต่างๆ ตามแนวชายแดนบ้างส่วน ซึ่งจริงๆแล้วยังไม่มีอะไรเป็นเพียงการสับเปลี่ยนกำลังและเตรียมพร้อม สำหรับของไทยเองเมื่อออกสนามแล้วยืนยันเราพร้อม 100 % ไม่ต้องเตรียมการอะไรเพิ่มเติม แต่หากมีอะไรเพิ่มเติมหรือการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา เราก็มีการดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของยุทธการไม่สามารถพูดได้ ส่วนกำลังของกองทัพภาคที่ 2 ในขณะนี้มีเพียงพอ แต่หากดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องมีกองหนุนตลอดเวลาส่วนนี้เราได้วางแผนไว้หมดแล้ว

 "จุดที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ ก็เหมือนกันทุกจุด และสามารถเกิดการปะทะขึ้นได้ทุกจุด เนื่องจากกำลังเผชิญหน้ากันตลอดแนวชายแดน แต่หากเกิดขึ้นจุดไหนเราสามารถที่ปรับได้ทันการ เนื่องจากฝ่ายเรามีการซักซ้อมไว้หมดแล้ว ถึงขณะนี้ยังไม่มีการเสริมกำลังในพื้นที่แต่อย่างใด ยืนยันกำลังเราพร้อมเต็มที่ในขณะนี้"

 พล.ท.ธวัชชัย บอกอีกว่า สำหรับความตรึงเครียดที่เกิดขึ้นทางกองทัพไม่ต้องมีการประเมิน เพราะเราพูดเสมอว่าเราไม่เคยไปทำใครก่อน ไม่ว่าจะยิง หรือทำอะไรต่างๆ แต่ถ้าหากยิงเข้ามาเราต้องป้องกันตัวและทำการตอบโต้ เนื่องเราไม่สามารถนิ่งเฉยได้ถ้าฝ่ายเขายิงเข้ามา

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์สั่งดูแลพื้นที่ชายแดนหลังมีเสียงปืนดังจากฝั่งตรงข้าม

 นายธานี สามารถกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาระบุว่า หลังจากไทยได้ถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก ก็ได้สั่งกำชับให้ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในพื้นที่ 2 อำเภอที่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  มี อ.บ้านกรวด และ อ.ละหานทราย ได้เพิ่มมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ตามแนวชายแดนเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการออกลาดตระเวน และสืบสวนหาข่าวทางลับในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้นตามแนวชายแดน

 ขณะที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนด้าน จ.บุรีรัมย์ ล่าสุดมีรายงานว่าได้ยินเสียงปืนเล็กหรืออาวุธประจำกายของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายดังขึ้นยังฝั่งตรงข้าม  แต่ยังไม่มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลหรืออาวุธยุทธโทปกรณ์ของฝั่งตรงข้ามมาประชิดตามแนวชายแดนแต่อย่างใด แต่เพื่อความไม่ประมาททางจังหวัดก็จะได้ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวจากทางกอ.รมน. และทางกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

 ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังระบุอีกว่า ส่วนงบประมาณในการก่อสร้างหลุมหลบภัยในหมู่บ้านตามแนวชายแดน 2 อำเภอ อ.บ้านกรวด และ อ.ละหานทราย ที่เสนอขอไปยังทางกระทรวงมหาดไทยกว่า 16 ล้านบาทนั้น  ขณะนี้ทราบว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติของทางกรมบัญชีกลาง ซึ่งทางจังหวัดก็จะได้เร่งประสานติดตามงบประมาณดังกล่าวเพื่อนำมาดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยให้กับชาวบ้านโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนหากเกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยกับฝ่ายกัมพูชาขึ้น

“ชวนนท์”ยันนายกฯคุย“สุวิทย์”ก่อนถอนตัว

 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่มีรายงานข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่เห็นด้วยกับการที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าเจรจาคณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทยตัดสินใจถอนตัวออกจากสมาชิกอนุสัญญาภาคีมรดกโลก ว่า ตนอยู่ร่วมประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ ยืนยันว่าท่าที่ของฝ่ายไทยเป็นไปในทางเดียวกัน โดยเห็นว่าการที่จะให้บูรณะปราสาทพระวิหารนั้นต้องมีการพูดคุยรายละเอียดกับฝ่ายไทยก่อน และทั้งหมดตนได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรับทราบทุกขั้นตอน ทั้งนี้ในวันเสารที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น นายกฯ มีนัดสนทนาทางโทรศัทพ์กับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกในเวลา 19.30 น . ตามเวลากรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับเวลา 24.00 น.ของไทย แต่กลับปรากฎว่ามีการนำร่างมติปราสาทพระวิหารเข้าที่ประชุมก่อน แม้ในระหว่างประชุมฝ่ายไทยได้ยกมือในที่ประชุมว่าจะมีการสนทนาระหว่างนายกฯกับผอ.ใหญ่ขอให้เลื่อนเรื่องนี้ไปก่อน แต่เขากลับบอกว่ายังไม่ได้รับการแจ้งกับที่ประชุมอย่างเป็นทางการ จึงไม่ยอมเลื่อนวาระออกไป

 นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า การที่ผอ.ยูเนสโกบอกว่าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ยังไม่ได้พิจารณาเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารฯ นั้น หากถามว่าเราเป็นห่วงอะไรถึงต้องถอนตัว ก็คงเป็นเรื่องที่เขามีการพูดถึงประเด็นบูรณะซ่อมแซมตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งต้องเรียนว่าในประเด็นดังกล่าวนี้โดยหลักการไทยไม่ได้ปฏิเสธ แต่ในรายละเอียดก็ควรต้องให้พูดคุยกันก่อน เพราะขณะนี้เรายังเห็นแผนของกัมพูชาที่อ้างแผนที่ 1 ต่อ 200,000 อยู่ ดังนั้นหากจะรับการบูรณะโดยไม่ดูรายละเอียดเลย อาจจะเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการทำงานในอนาคต จึงเป็นที่มาของการถอนตัวออกไปก่อน ทั้งนี้มีการประเมินจากทุกฝ่ายแล้วเห็นว่าการถอนตัวในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะถ้าถอนตัวไปเมื่อ 2 - 3 ปีที่แล้ว ผลสำเร็จคงไม่เป็นเช่นนี้ ซึ่งหมายความว่าแผนบริหารจัดการคงไม่มีการเลื่อนออกไปในลักษณะนี้ และคงเป็นอันตรายกับประเทศไทยมากกว่านี้

 นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เราได้ลงมือชี้แจงทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ชาติ และทางยูเนสโกเองก็มีท่าทีชัดเจนอันเห็นได้จากแถลงการณ์ที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะผลักดันแผนบริหารฯของกัมพูชาอยู่แล้ว เพราะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวได้สร้างความเครียดในปัญหาและสร้างความเสียหายให้กับตัวปราสาท อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้เราไมได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบกัมพูชา การที่มีรายงานข่าวบางฉบับที่ระบุว่าไทยพ่ายแพ้หรือเจรจาผิดพลาด หรือกลายเป็นกัมพูชามีการเจรจาที่ได้ผลกว่านั้น ก็ต้องเรียนว่าถ้ากัมพูชาเก่งกว่าจริงเขาคงไม่ช้ามา 3 ปี ไม่เลื่อนมา 3 ปี และยังไม่รู้กำหนดว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะรัฐบาลพรรคพลังประชาชนปล่อยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวผ่านแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 51 เราจึงเริ่มต้นทำงานด้วยการติดลบ แต่ว่าเมื่อทำงานแล้วเราก็ทำให้ในที่ประชุมไม่มีชาติไหนสักชาติสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียน ดังนั้นก็ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลมีการทำงานเป็นมรรคเป็นผล ส่วนที่กัมพูชาอ้างว่าเขาประสบความสำเร็จนั้นคงไม่จำเป็นต้องตอบโต้ใดๆ

 นายชวนนท์ กล่าวว่า ขอฝากไปยังรัฐบาลกัมพูชาว่า ถ้าตนทำงานภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่สำเร็จ มา 3 ปีตนเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ ปลดตนไปนานแล้ว คณะทำงานของกัมพูชาที่บอกว่าการที่ไทยถอนตัวคือความสำเร็จ คือ การเอาชนะไทย ผมคิดว่าไม่จริง และสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ต้องพิจารณาว่าจะใช้คณะกรรมการชุดนี้เจรจาต่อในครั้งที่ 4 หรือไม่

 ส่วนข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยไม่เหมาะสมที่จะถอนตัวนั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเวทีในการพูดคุยของทั้ง 2 ประเทศยังมีอยู่ ทั้งเจบีซี จีบีซี อาร์บีซี แต่ขณะนี้เราเห็นว่าการคงอยู่ในภาคีมรดกโลกจะทำให้เราต้องรับรองข้อมติที่แม้แต่เรายังมีข้อสงสัย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องถอนตัว และการประกาศเจตนารมณ์ถอนตัวนั้นก็เพื่อไม่เป็นพันธะกับเราในการรับรองหรือทำให้เรื่องนี้บานปลายจนเป็นผลลบกับประเทศ ตนยังยืนยันว่าในเรื่องของแผนที่ยังเป็นไปตามสันปันน้ำ ถ้ากัมพูชาจะทำอะไร เสนออะไร ถ้าเลยแนวสันปันน้ำก็ต้องขออนุญาติประเทศไทยโดยผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง และทางยูเนสโกก็ต้องมาพูดคุยกับเราเพื่อหาทางออก ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์สร้างขึ้น ดังนั้นในวันที่ 3 ก.ค.นี้ก็อยู่ที่ประชาชน ที่จะตัดสินใจว่าควรจะเลือกพรรคที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ หรือทำเพื่อคนๆเดียว