ข่าว

'เรียนรู้ขั้วตรงข้าม' หนึ่งบันไดไต่สู่ความสำเร็จ

'เรียนรู้ขั้วตรงข้าม' หนึ่งบันไดไต่สู่ความสำเร็จ

29 มิ.ย. 2554

หลังจากหนังสือ "สุดยอดเดอะซีเคร็ต" ผลงานของ ดร.เมล กิลล์ ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเกินความคาดหมาย และติดอันดับ 1 หนังสือขายดีภายในสัปดาห์แรกหลังจากการเปิดตัวและยาวนานกว่า 3 เดือน สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี จึงได้ร่วมกับ เว็ปไซต์ซีอีโอแฟนคลับ จัดกิจกรรมตอบแทนผู้อ่

 เริ่มจาก วีรณัฐ  นักธุรกิจผู้ใฝ่ในธรรม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านอารีย์ และเจ้าของโครงการบานาน่า แฟมิลี่ปาร์ค เผยว่า เมื่อสมัยเด็กเป็นคนขวางโลก และมักคิดอะไรตรงข้ามกับคนอื่นเสมอ โดยส่วนหนึ่งได้รับความคิดเหล่านั้นมาจากคุณพ่อที่เป็นนักธุรกิจ จึงมีวิธีการมองตลาด มองสินค้า รวมถึงมองการทำประชาสัมพันธ์ที่แหวกแนวกว่าคนอื่น หลังจากมีวิธีมองแบบนั้นมาตลอด ซึ่งสอดคล้องกับกฎข้อที่ 3 คือทุกเรื่องมีสิ่งตรงข้ามเสมอ เพียงแต่เราจะมองออกหรือไม่ อย่างเมื่อเรียนจบไฟแรงอยากมีธุรกิจของตนเอง ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ “ให้เลือกทำสิ่งที่เรารัก” ซึ่งส่วนตัวก็ใช้กฎขั้วตรงข้ามทันทีคือ “รักสิ่งที่ทำ” เลยนั่นเอง

 ด้าน ดร.วีรภัทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักพิมพ์อริยชน อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ใช้หลักธรรมในการบริหารงานและชีวิต สอนให้มนุษย์เข้าใจในเรื่องของความต่างโดยแบ่งมนุษย์เปรียบเทียบกับสัตว์ได้ 4 พวกคือ อินทรี กระทิง หนู และหมี ซึ่งหมายถึงการยอมรับในความต่างและพฤติกรรมตรงข้ามของมนุษย์

 "กระทิงคือบุกไปข้างหน้า ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ หนู รักผู้คนมีเป้าหมาย ขณะที่กระทิงมีความกล้า หนูมีความกลัว มันก็เป็นขั้วตรงข้าม แต่ถ้ามองลึกๆ แล้วคนที่มีนิสัยกระทิงกับคนที่มีนิสัยหนูจะเป็นคนคน เดียวกัน ความจริงพวกกระทิงอาจเคยเป็นหนูมาก่อน แต่รังเกียจขยะแขยงว่าเป็นหนูก็เลยเลือกอยู่เป็นกระทิง แต่กระทิงเวลาโกรธสุดขีดก็จะกลายเป็นหนู หนูโกรธสุดขีดก็กลายเป็นกระทิง อย่างเช่นแฟนเราเคยเห็นที่ยอมเรามาตลอด วันหนึ่งระเบิดเปรี้ยงกลายเป็นกระทิงบ้าไปเลย หรือผู้ชายกระทิงอย่างเราเมื่อกลัวสุดขีดก็กราบเท้าเมียได้ ขณะที่อินทรีเจ้าแห่งความคิด จริงๆ แล้วเป็นคนเดียวที่ชอบอยู่ทางทิศตะวันตกคือหมีที่ชอบทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำๆ จริงๆ อินทรีกับหมีตัวเดียวกัน อินทรีที่ชอบคิดแปลกนอกวงล้อมออกนอกกรอบ การเป็นหมีมันละเอียดรอบคอบ เวลาหมีเข้ามุมอับจริงๆ คิดเรื่องแปลกได้ ถ้าเราอยากมาอยู่พื้นที่ตรงกลางคือเอาข้อดีของทั้ง 4 สัตว์มารวมกัน เราลองหันมามองข้อดีของสิ่งที่เราเกลียด เพราะความเกลียดชังมันทำให้ขั้วห่างขึ้น" ดร.วีรภัทร์ แนะ

 ขณะที่ จิตรา ก่อนันทเกียรติ นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน อธิบายเรื่องของหยินหยางกับกรณีกฎของข้อตรงข้ามว่า ทุกคนมักมองว่าหยินหยางเป็นขั้วตรงข้ามเป็นขาวเป็นดำ แต่เนื้อแท้ของหยินหยางคือในขาวมีดำในดำมีขาว และไม่ใช่ดำขาวแบบแบ่งครึ่ง แต่จะต้องกินเนื้อที่ซึ่งกันและกัน "หยินหยางกับเศรษฐศาสตร์มีความเหมือนกัน ในทางเศรษฐศาสตร์ทุกครั้งที่ต้องทำโปรเจกท์ ต้องทำต้นไม้แห่งการตัดสินใจขึ้นก่อนว่าโปรเจกท์ไหนมีทั้งข้อดีข้อเสีย หยินหยางก็เช่นกัน ในข้อดีมีข้อเสีย ในข้อเสียมีข้อดี คนเราถ้าคิดไม่เป็นก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าคิดเป็นความทุกข์ไม่มี คนที่มองว่าปัญหาเป็นเรื่องสนุก ถ้ามองดีๆ ปัญหาเหมือนก้อนหินที่วางเท้าให้เราค่อยๆ เดินเหยียบก้าวย่างไปสู่ความสำเร็จ ทุกคนอยากก้าวหน้า อยากประสบความสำเร็จ เคล็ดลับของตัวเองโยงเข้ากับหยินหยาง มันไม่ได้มีดำ ไม่ได้มีแต่ขาว ชีวิตมันต้องอยู่ด้วยกัน เป็นกฎตรงข้ามที่ว่าเราให้แล้วพอถึงเวลาก็มีการได้รับบ้าง เพียงแต่ว่าไม่ต้องไปคาดหวังว่าเมื่อไหร่ อะไร อย่างไร" จิตรา ให้ความเห็น