
ประชาธิปไตยสามมิติ
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักจะมีเรื่องของการคาดทำนายว่าการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งเป็นอย่างไร รวมทั้งความหวาดกลัวที่มีต่อเรื่องของการนิรโทษกรรมซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความแน่ชัดแต่อย่างใด
ผมเลยอยากเสนอว่าสิ่งที่เป็นภารกิจสำคัญของการเมืองจากวันนี้ไปนั้นน่าจะอยู่ที่กำเนิดของประชาธิปไตยสามมิติ ที่มีพัฒนาการมาในระยะหนึ่งในการเมืองไทย
ทั้งสามมิตินี้มีทั้งมิติที่เป็นคุณและเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น
และหน้าที่ของนักรัฐศาสตร์ก็คือจะเชื่อมประสานและสร้างสรรค์สิ่งดีของประชาธิปไตยสามมิติออกมาได้อย่างไร เพื่อให้ประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่ประชาชนสามารถอยู่ด้วยกันได้
ประชาธิปไตยมิติที่หนึ่ง คือประชาธิปไตยประชาชาติ-ประชาชน หมายถึงประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็นรูปแบบการตัดสินใจและการได้มาซึ่งการตัดสินใจของคนหมู่มาก
ประชาธิปไตยในแบบนี้มีจุดเด่นคือสามารถอ้างอิงความชอบธรรมของระบอบผ่านหลักการเสียงข้างมาก แต่มีจุดอ่อนอยู่ที่การไม่ค่อยมองเห็นเสียงข้างน้อย ยิ่งถ้าคนหมู่มากนั้นเห็นแก่ตัว หรือถูกชักจูงด้วยผลประโยชน์ ประชาธิปไตยแบบนี้ก็จะเต็มไปด้วยแรงตึงเครียด ทั้งในแง่ของการมองไม่เห็นผลประโยชน์ระยะยาว (บางครั้งถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก) และอาจจะไปด้วยกันไม่ได้กับสังคมที่คนส่วนน้อยนั้นอาจมีอำนาจ หรือแหล่งอำนาจจากที่อื่น โดยเฉพาะจากแหล่งอ้างอิงนอกประชาธิปไตย
ประชาธิปไตยมิติที่สอง คือประชาธิปไตยอิงประสิทธิภาพ หมายถึงประชาธิปไตยแบบที่อิงกับอุดมคติว่าประชาธิปไตยคือการปกครองของทุกคนได้เฉพาะเมื่อทุกคนมีคุณสมบัติที่สูงมาก เช่นมีการศึกษา มีอันจะกินพอสมควร ดังนั้นหากประชาชนยังไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งที่ดีแต่ในอุดมคติ แต่ไม่ดีจริงเพราะจะเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นหาประโยชน์ เพราะทุกคนอยากได้สิ่งที่หยิบยื่นให้ข้างหน้า แต่ไม่สนใจผลรวมที่อาจจะแย่หากมีการคอรัปชั่น
ทำไมเราต้องฟังเสียงคนที่ชอบเป็นปรปักษ์กับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งพวกนี้ คำตอบก็คือ การสร้างสรรค์ประชาธิปไตยไม่ให้มีคอรัปชั่นเป็นเงื่อนไขจำเป็นทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืน เพราะนอกเหนือจากการทำให้ต้นทุนของประชาธิปไตยถูกลงในระยะยาว ยังมีผลทำให้คนชั้นนำและคนชั้นกลางนั้นมีศรัทธาต่อประชาธิปไตย ไม่หันไปโต้ประชาธิปไตยด้วยวิถีทางอื่นๆ
ประชาธิปไตยมิติที่สาม คือประชาธิปไตยแบบปฏิรูปโครงสร้าง หมายถึงประชาธิปไตยแบบประชาสังคมที่อิงกับปัญหาในระยะยาวของสังคมและอ้างความเป็นตัวแทนของประชาชนในรูปแบบอื่น ประชาธิปไตยแบบนี้บางด้านเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยแบบประชาชาติ ในความหมายที่ว่าไม่เห็นด้วยว่าการเลือกตั้งจะนำมาซึ่งความถูกต้องได้เสมอ และยังเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากอาจไม่สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้ เพราะมุ่งกับประโยชน์เฉพาะหน้า
อย่างไรก็ตามประชาธิปไตยในแบบนี้มีปัญหาความชอบธรรมที่อ้างอิงกับประชาชนผ่านกลไกการเลือกตั้งไม่ได้ มักจะต้องอ้างความเป็นผู้นำชุมชน หรืออ้างความเป็นนักวิชาการที่ทำงานอิงกับมวลชน และก็เปราะบางหากพลังนอกประชาธิปไตยจะใช้พลังส่วนนี้มาฟอกตัวเอง หรือเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
ดังนั้นภารกิจคือ ประชาธิปไตยประชาชาติประชาชนจากการเลือกตั้งจะทำงานร่วมกับส่วนของการต้านคอรัปชั่น เพื่อลดต้นทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจได้อย่างไร และจะทำงานร่วมกับประชาธิปไตยปฏิรูปที่มองและพยายามแก้ปัญหาระยะยาวที่ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งละเลยได้อย่างไร
โจทย์แบบนี้เป็นโจทย์ใหม่ที่ใครที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะชนะด้วยเสียงประชาชน หรือชนะด้วยเกมรัฐสภาภายใต้การช่วยเหลือจากพลังนอกประชาธิปไตยก็ต้องมาร่วมกันแก้ไขครับผม



