
มรดกโลกถอนก่อนเสียดินแดน?
ถึงแม้จะมีนักกฎหมายตีความว่า การประกาศถอนตัวออกจากการเป็นภาคีมรดกโลกจะมิได้มีผลทันที หรือการวิเคราะห์ว่า การประการถอนตัวโดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ ประธานพรรคกิจสังคม โดยการทวิตข้อความสั้นๆ
มาก่อนมิได้มีการปรึกษาหารือแม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เสมอเป็นเพียงการหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของนายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่ได้นำประเด็นการเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการมรดกโลกมาหาเสียงอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็เท่ากับทำให้ประเทศไทยลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียดินแดน ทันทีคณะกรรมการมรดกโลกประกาศยอมรับแผนการการบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร และนี่คงเป็นท่าทีที่ชัดเจนครั้งแรกของประเทศไทย นับจากคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
ถ้ามองในมิติชาตินิยม ประเทศไทยเคยสูญเสียดินแดนให้กัมพูชามาแล้ว และเราไม่ควรจะสูญเสียอีก แน่นอนว่า ในปัจจุบันตลอดแนวชายแดนมีทั้งพื้นที่ซึ่งไทยรุกล้ำเข้าไปในกัมพูชา และกัมพูชารุกเข้ามาในฝั่งไทย ซึ่งจะต้องมีการเจรจาปักปันหลักเขตกันต่อไป ในปี 2449 ประเทศไทย หรือในขณะนั้นคือสยาม ต้องสละเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ แลกกับด่านซ้าย จ.เลย และตราด ที่ฝรั่งเศสยึดไว้ตั้งแต่ปี 2446 และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนเอเชียในบังคับฝรั่งเศส หนังสือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสิเตนด์แห่งรีพับลิกฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่าสนธิสัญญา ค.ศ.1907 ซึ่งตรงกับวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ.125 ทำให้ไทยเสียดินแดนไปเกือบเท่าพื้นที่ประเทศปัจจุบัน
เมื่อปราสาทพระวิหารได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก และมีการพิจารณาแผนบริหารจัดการ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการปักปันเขตแดนและสิทธิเหนือพื้นที่ทับซ้อน เพราะการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองและพัฒนาปราสาทพระวิหาร ที่จะทำหน้าที่ที่เรียกว่า “ตรวจสอบสารัตถะเชิงนโยบายทั่วไปในอันที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์คุณค่าสากลอันโดดเด่นของทรัพย์สินนี้” หลังจากมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ที่ให้ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ในการประชุมสมัยสามัญสมัชชาภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ก็คือกระบวนการที่กัมพูชาอาจจะผนวกดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหารไปเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาตามคำพิพากษาศาลโลก และไทยได้สละตัวปราสาทไปแล้ว หากแต่พื้นที่อันเป็นที่ตั้งปราสาทนั้นศาลยังไม่ได้ตัดสินชัดเจน ฉะนั้นพื้นที่รองรับจึงยังเป็นของไทย ประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะดำเนินกระบวนการใดๆ เพื่อเรียกร้องคืนได้เสมอ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องต่อต้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก หรือมิฉะนั้นก็ต่อต้านแผนการจัดการบริหารพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะผูกมัดให้ประเทศไทยยอมรับเขตดินแดนของกัมพูชาเหนืออธิปไตยไทยโดยปริยาย การถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลกของประเทศไทยจึงน่าจะเป็นผลดีมากกว่าเสีย



