
ความชินชา
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่า เหตุเผาบ้านเผาเมืองเมื่อปีที่แล้วนี้เอง คนส่วนใหญ่เริ่มเฉยๆ ชินๆ ไม่ใช่ว่าลืมเลือนแต่ลดความรู้สึกลงไปเยอะ อาจเหลือแค่บาดแผลตกสะเก็ดทางการเมืองเท่านั้น
สะท้อนออกมาจากโพลล์เกือบทุกสำนักที่คะแนนของพรรคเพื่อไทยนำโด่งเหนือประชาธิปัตย์ ในหลายเขตหลายพื้นที่กรุงเทพฯ
ถ้าเป็นไปตามโพลล์อาจเรียกได้ว่า ถล่มทลายเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่ยุทธศาสตร์สุดท้าย "ถอนพิษแม้ว" ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดเวทีราชประสงค์เอาเหตุการณ์เก่ามาเล่าใหม่ ก็ยังไม่ทำให้สถานการณ์หรือคะแนนเสียงของ ปชป.กระเตื้องขึ้นสักเท่าไร
นั่นอาจบ่งชี้ได้ว่า อนาคตหลังการเลือกตั้งใครจะเป็นผู้กำชัยชนะ รัฐบาลใหม่จะมีโฉมหน้าเช่นไร หากทุกอย่างเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แม้แต่นักการทูตจากหลายประเทศ ก็ได้กลิ่นชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ขอเข้าเยี่ยมคารวะยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนเข้าโค้งสุดท้าย
แต่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักไม่เชื่อเช่นนั้น ยังมีความกังวลว่า สถานการณ์หลังการเลือกตั้งคงไม่ง่ายอย่างที่คิด ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมากแต่ก็ไม่แน่ว่าได้จัดตั้งรัฐบาล
แม้แต่ช่วงที่ผ่านมา แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกตัวทำนองว่า หากพรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคอันดับสองก็มีความชอบธรรม
พูดทำนองล็อกสเปกไว้แล้วว่า รัฐบาลอาจเป็นคนหน้าเดิม รวมตัวกันอีกครั้ง
ถามว่าถ้าเป็นแบบนั้นคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจะยอมรับได้หรือไม่ และจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมาหรือเปล่า ยังไม่มีใครตอบได้
แต่มีสัญญาณบางอย่างจากทหารเมื่อหลายวันก่อน พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1 รอ. จัดเสวนาหัวข้อ “แนวทางการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคง และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” มีตัวแทนทั้ง ตำรวจ ดีเอสไอ ผู้พิพากษา อัยการ ป.ป.ช. และกลุ่มสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วม
เนื้อหาของผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เชื่อว่า หลังจากวันที่ 3 กรกฎาคม เหตุการณ์อาจไม่สงบ
ดีเอสไอถึงกับเปิดข้อมูล มีคนจ้องโจมตีศูนย์ราชการ ด้วยค่าจ้างเพียง 5 หมื่นบาท แถมตั้งเป็นกองกำลังร่วม 300 คน มีเอ็ม 79 เป็นอาวุธ
ขณะที่กรมพระธรรมนูญของทหารเสนอร่าง "อัยการศึก" ไว้เตรียมป้องกันเหตุฉุกเฉิน
หมายความว่าคนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่คนทั้งประเทศมีโอกาสจะได้เห็นภาพความวุ่นวายกันอีกรอบ
ถึงปีหน้าหรือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็คงชินชาเหมือนเดิม!!



