
บทเรียนกทบ."บ้านเสียว"นโยบายขายฝันของพรรคการเมือง
หลัง กกต.ประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 3 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ พรรคการเมืองน้อยใหญ่ต่างงัดนโยบายเด็ดออกมาหาเสียงหวังเอาชนะใจประชาชน โดยนโยบายที่หลายพรรคยกขึ้นมาคือ "กองทุนหมู่บ้าน" ที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำเอาไว้ และโดนใจรากหญ้ามากท
ทว่าจะมีสักกี่หมู่บ้านที่เมื่อได้รับเงินกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทแล้ว สามารถบริหารจัดการจนสำเร็จ เพราะส่วนใหญ่หมู่บ้านหลายร้อยแห่ง เมื่อเงินถึงมือยืมง่าย ก็ไม่คืนได้ง่ายๆ เหมือนกัน
อย่างบ้านเสียว ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ถือเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านสมัยที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรี และดูแลกองทุนหมู่บ้านอยู่ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เคยมีการบริหารจัดการ "ธนาคารหมู่บ้าน" ด้วยการออมแบบสัจจะ จนประสบความสำเร็จและกลายเป็น "โมเดล" การพัฒนาให้เป็นกองทุนหมู่บ้านในสมัยนั้น
ไม่น่าเชื่อว่า "กองทุนหมู่บ้าน" กับ "ธนาคารหมู่บ้าน" ของหมู่บ้านแห่งนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะถึงวันนี้ "กองทุนหมู่บ้านล้มเหลว" ในขณะที่ "ธนาคารหมู่บ้านกลับรุ่งเรือง"
"ผมยอมรับว่าเงินกองทุนหมู่บ้านเป็นนโยบายดีมาก เพราะถือว่าทำให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนกู้ยืมได้ เพราะก่อนหน้านี้ต้องไปอาศัยนายทุนเงินกู้ ต้องเอาหลักทรัพย์ไปค้ำประกัน พอเงินกองทุนหมู่บ้านมา มีการตั้งกรรมการบริหารโดยประชาชนในหมู่บ้าน ใครจะกู้ต้องมีคนค้ำประกันแรกๆ เงินไหลลื่น ทุกคนยืมเงินมาทำอาชีพ แต่พอนานไป ยืมแล้วไม่คืน พอทวงก็โกรธ พอถามก็ทะเลาะกัน หลายคนบอกทำไมต้องคืน เพราะเป็นเงินของรัฐให้ฟรี เกือบล้มไปเลยทีเดียว" ลุงโชติ ทองหล่อ วัย 68 ปี อดีตประธานกองทุนหมู่บ้าน ประธานธนาคารหมู่บ้านวัดชัยศรีบ้านเสียว ที่บริหารเงินธนาคารหมู่บ้านจนเติบโต ปัจจุบันมีเงินถึง 14 ล้านบาท จากเงินทุนเริ่มต้นแค่ 2 หมื่นบาท
ลุงโชติ บอกอีกว่า ที่กองทุนหมู่บ้านจะล้ม เพราะบางครั้งกรรมการปล่อยกู้ให้เพื่อนพ้องของตนเอง คนที่ไม่รู้จัก ไม่เลียแข้งเลียขาก็ไม่ปล่อยเงิน บางทีญาติตัวเองปล่อยไปแล้วไม่เก็บเงิน ไปเก็บกับคนอื่นทำให้เกิดปัญหาขึ้น บางแห่งประธานกองทุนเชิดเงินหนี ตามเก็บไม่ได้ พอเก็บไม่ได้คนที่กู้ไปก็ไม่คืน เพราะขนาดประธานยังไม่คืน ทำให้เกิดหนี้สูญ จนมีคนมาขอร้องให้ผมไปช่วย ผมก็ใช้หลักการบริหารธนาคารหมู่บ้านเข้าดูแล ทำให้ขณะนี้เงินกองทุนหมู่บ้านมีกำไรเป็น 1.5 ล้านบาท
ส่วนหลักการบริหารธนาคารหมู่บ้านจนลืมตาอ้าปากได้นั้น ลุงโชติบอกเริ่มด้วยการใช้สัจจะ ธรรมะ ความซื่อสัตย์ของทีมบริหาร โดยยึดที่พระครูอุดมปัญญาภรณ์ สี ปญฺญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยศรี ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และอดีตเจ้าคณะอำเภอน้ำพอง ทำไว้เมื่อปี 2535 คือการบริหารแบบ "บ-ว-ร" บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมจะต้องมีสัจจะ ออมทรัพย์ทุกเดือน หากยืมเงินไปต้องใช้คืน
"ในการปล่อยกู้และบริหารจัดการเงินธนาคารหมู่บ้าน เก็บดอกเบี้ยได้เท่าไร กับใครบ้าง ต่อคน ต่อปี มีเท่าไร คิดเป็นเงินออกมาให้สมาชิกเห็นจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่สำคัญไม่ให้คนข้างนอกมายุ่ง เราบริหารกันเอง สมาชิก หุ้นต้องอยู่บ้านเสียวเท่านั้น ทำให้จากเงินต้น 2 หมื่นตอนนี้เติบโตถึง 14 ล้าน สมาชิก 700 คน ทุกคนซื่อสัตย์หมด" ลุงโชติ บอกย้ำถึงแนวทางการบริหารที่สำเร็จถึงวันนี้
พร้อมยืนยันว่า ตลอด 19 ปี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเก็บเงินต้นเงินดอกไม่ได้ สมาชิกทุกคนเข้าใจ มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมยอมจ่ายเงินต้นเงินดอกเมื่อถึงกำหนดชำระ ทำให้เงินธนาคารหมู่บ้านสามารถช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนได้ เรียกได้ว่าเงินที่มาจากชาวบ้าน ทำเพื่อชาวบ้าน ก็จะหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านต่อไป
นี่คืออีกตัวอย่างที่น่าสนใจของการบริหารธนาคารหมู่บ้าน และกองทุนหมู่บ้าน จากหมู่บ้านต้นแบบแห่งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับพรรคการเมืองที่จะนำเอานโยบายไปต่อยอด เพราะตราบใดที่เงินได้มาง่าย มันมักจะไปง่ายๆ ได้เช่นกัน
สมโภชน์ สมบัติ



