ข่าว

จีนห้ามจัดทัวร์พาคนจีนเที่ยวไทยชั่วคราว

จีนห้ามจัดทัวร์พาคนจีนเที่ยวไทยชั่วคราว

22 เม.ย. 2552

จีนใบเหลืองไทย ห้ามจัดทัวร์พาคนจีนเที่ยวไทยชั่วคราว เผยมาตรการเตือนรุนแรงกว่าตอนปิดสนามบิน คาดรายได้ไม่เข้าเป้า สูญเงินจากตลาดจีนไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน เอกชนเสนอนายกฯ 17 แนวทางฟื้นการท่องเที่ยว เร่งรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว ด้านครม.ออกมาตรการช่วยเหลื

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (ที.ซี.ที.เอ.) กล่าวถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศต่อการท่องเที่ยวไทย ว่า ล่าสุดประเทศจีนตัดสินใจเพิ่มระดับการเตือนนักท่องเที่ยวให้อยู่ในระดับใบเหลือง โดยเตือนห้ามบริษัทนำเที่ยวจัดทัวร์พาคนจีนเข้ามาประเทศไทยในระยะนี้ ซึ่งเป็นผลจากการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่จีนมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำมวลชน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้จีนมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ร่วมกับกว่า 24 ประเทศ

 "การเตือนในระดับใบเหลืองครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเตือนที่รุนแรงมากกว่าช่วงการปิดสนามบินที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้การจองทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามาในช่วงวันแรงงาน เดือนพฤษภาคมไม่มีการจองเข้ามาเลย ต่อเนื่องตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงช่วงวันสงกรานต์" นายศิษฎิวัชร กล่าวและว่า แม้นายกรัฐมนตรีให้นับวันรอการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าไม่ทันการณ์แล้วสำหรับฤดูกาลท่องเที่ยววันแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งไฮซีซั่นที่สำคัญของตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพราะเวลานี้เป็นช่วงการจองทัวร์ ทำให้นักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนเส้นทางท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น สะท้อนว่าไทยเสียไปแล้ว 2 ไฮซีซั่น

 นายศิษฎิวัชรกล่าวว่า ที่ผ่านมาช่วงวันหยุดแรงงาน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาราว 3-5 หมื่นคน ถึงขณะนี้เชื่อว่าจะเหลือนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาแค่ประปรายเท่านั้น สร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ต้องว่างงาน ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของตลาดจีนก็มีการยกเลิกชาร์เตอร์ไฟลท์ถึง 90% ของการจองทั้งหมด ทำให้มีชาร์เตอร์ไฟลท์เข้ามาเพียง 50 ไฟลท์ จากปกติจะเข้ามา 100-200 ไฟลท์ ส่งผลให้เป้าหมายการท่องเที่ยวจากตลาดจีนในปีนี้ที่คาดว่าจะเข้ามาราว 9 แสน-1 ล้านคน จะไม่เป็นไปตามเป้า โดยลดลงไม่น้อยกว่า 3 แสนคน คิดเป็นการสูญเสียรายได้ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

 อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว เชื่อว่าประเทศไทยต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือนในการเข้าไปสร้างความเข้าใจกับประเทศจีนอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลควรสร้างความน่าเชื่อถือ โดยการมอบหมายให้รัฐมนตรีไปสร้างความเข้าใจในเบื้องต้น ก่อนที่จะให้นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศจีนเพื่อกระชับความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง

 รายงานข่าวแจ้งว่า นักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ ในเอเชีย ที่เข้ามาไทยในปีที่แล้ว จีนมีจำนวน 8 แสนคน ขณะนี้ได้รับผลกระทบลดไป 80% ญี่ปุ่นปีที่แล้วมี 1.1 ล้านคน ขณะนี้หายไป 20-30% ไต้หวันมีจำนวน 5 แสนคน หายไป 30%  ฮ่องกงจำนวน 5 แสนคน หายไป 30% เกาหลี 9 แสนคน หายไป 30-50%

 ด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในขณะนี้มีบางประเทศที่ยังคงประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงเดินทางมาประเทศไทย จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีหนังสือแจ้งไปยังประเทศเหล่านี้โดยตรงแล้ว เพื่อให้ทบทวนปรับคำประกาศให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริง

 ทั้งนี้มีรายงานว่ามีบางประเทศคงประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงเดินทางมาประเทศไทย ได้แก่ จีน สเปน และฟิลิปปินส์ โดยทางการจีนได้มีการแจ้งให้สำนักงานการท่องเที่ยวประจำมณฑลต่างๆ ระงับการนำทัวร์มายังประเทศไทยเด็ดขาด ส่วนการประกาศเตือนของสเปนนั้น ทำให้บริษัททัวร์ทักท่วงไปยังทางการสเปนให้รีบถอนคำประกาศดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากสเปนมีเส้นทางบินตรงระหว่างไทย ซึ่งเป็นประเทศในอาเซียนเพียงแห่งเดียว การประกาศระงับการเดินทางดังกล่าวจึงเป็นผลให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวสเปนไม่สามารถเดินทางมาไทยเพื่อต่อเครื่องไปท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้

 นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมสมาชิกผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวร่วมหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรม เพื่อยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี โดยมี 17 แนวทางที่จะให้รัฐบาลช่วยเหลือ เนื่องจากขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในขั้นภาวะวิกฤติรุนแรง คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงจาก 14.1 ล้านคน ในปี 2551 เหลือ 10.9 ล้านคน ในปี 2552 หรือลดลง 22.8% ทำให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงจาก 5.4 แสนล้านบาท ในปี 2551 เหลือ 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2552 หรือลดลง 1.9 แสนล้านบาท หรือลดลง 35%

 "ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงต้นปี โดยเฉพาะเหตุรุนแรงในเดือนเมษายนนี้ น่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาตินานเป็นเวลา 4-6 เดือน จึงส่งผลต่อรายได้และความจำเป็นต้องลดการจ้างงานประมาณ 10% ของการจ้างงานทั้งหมด 2.57 ล้านคน หรือเกิดการว่างงานประมาณ 257,000 คน" นายกงกฤช กล่าว

 ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชน 17 ข้อ เช่น 1.เร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้แก่ประเทศไทย 2.เร่งจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวก 3 บวก 6 เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศผ่านผู้นำ 15 ประเทศที่เข้าร่วมประชุม 3.เร่งเจรจากับสายการบินที่มายังประเทศไทยให้บริการผู้โดยสารตามปกติ

 4.เสนอจัดโครงการอะเมซิ่งไทยแลนด์แกรนด์เซลส์ โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ เพื่อดึงเอกชนทุกส่วนด้านการท่องเที่ยวมาร่วมจัดงาน 5.ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณกรณีพิเศษ 5,000 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ทุกจังหวัดนำไปใช้พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว 6.ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ 7.ขอให้รัฐบาลลดการนำส่งเงินประกันสังคมทั้งนายจ้างและลูกจ้างจาก 5% เหลือ 3% เป็นเวลา 2 ปี 8.ให้รัฐบาลผ่อนปรนการเก็บภาษีทุกประเภทให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยไม่เสียค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปี 9.เพื่อเพิ่มศักยภาพการการท่องเที่ยวระยะยาวโดยขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 10% ของงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 จำนวน 1.9 ล้านบาท เป็นต้น

 นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้นำข้อเสนอของภาคเอกชน 17 แนวทางมาพิจารณาให้ความช่วยเหลือ หลังจากกำหนดให้การฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะพยายามออกมาตรการให้ครอบคลุมทุกส่วน โดยแนวทางช่วยเหลือมี 3 ด้าน ได้แก่ มาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านภาษี และมาตรการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว

 ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน ได้ให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาทของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมามีผู้ยื่นขอกู้น้อย เพราะตั้งเงื่อนไขไว้สูง เนื่องจากเกรงว่าจะมีความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ รัฐบาลจึงพร้อมรับความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ดังกล่าวแทน โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้ง

 ส่วนมาตรการด้านภาษี ได้ยืดระยะเวลาการใช้มาตรการเดิม ที่เคยช่วยเหลือจากผลกระทบการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิออกไปจนถึงสิ้นปี 2552 โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การลดหย่อนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหลุมจอดเครื่องบิน และการลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานทั่วประเทศ ขณะที่มาตรการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว จะเป็นการใช้งบประมาณของรัฐไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ที่ต้องเร่งใช้งบประมาณปี 2552 และ 2553 เข้าไปช่วยเหลือ

 ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือเกี่ยวกับการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้าไปเป็นผู้รับประกันความเสียหายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือการดึงให้บริษัทประกันภัยในประเทศเป็นผู้ดูแลรับประกัน เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาบริษัทประกันกัยในต่างประเทศไม่รับประกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไรจะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

 ด้านนายสันติชัย เอื้อจงประสิทธิ์ รองผู้ว่าการฝ่ายตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากผลกระทบที่นักท่องเที่ยวหดหายไปอย่างมาก หลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองนั้น ททท.ได้เตรียมแผนใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท ในการออกโฆษณาเพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสื่อระดับโลก โดยใช้โฆษณาความยาว 90 วินาทีดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาท่องเที่ยวไทย

 ทั้งนี้ สปอตโฆษณาที่นำเสนอจะมีการเผยแพร่ในลักษณะต่างๆ เช่นการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาไทยแล้ว และได้ไปท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือนำเสนองานกิจกรรมประเพณีที่น่าสนใจของไทย วิถีชีวิตความเป็นไทย เพื่อเชิญชวนชาวต่างประเทศให้มาเยี่ยมเยือนเมืองไทย

 ส่วนแผนเฉพาะหน้าในขณะนี้ ได้ให้สำนักงาน ททท.ในต่างประเทศให้ข้อมูลและแจ้งสถานการณ์ให้เอเย่นต์ หรือคู่ค้าในต่างประเทศได้รับทราบ เนื่องจากมีคู่ค้าในหลายประเทศที่เดือดร้อนมาก ไทยแล้วและได้ไปท่องเที่ยวตามแหซึ่ง ททท.ยังเดินหน้าโครงการพาร์ทเนอร์ ออน ดีมานด์ โดยให้งบสนับสนุนกับบริษัทนำเที่ยวที่จัดกรุ๊ปทัวร์จำนวนมากมาไทยอีกด้วย รวมถึงให้การแนะนำหากต้องการไปเที่ยวยังจุดหมายอื่น เช่นเชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น

 นายสันติชัยกล่าวว่า สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมที่หายไปขณะนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนแต่คาดว่าไม่น้อยกว่า 30% เนื่องจากบางตลาดหดตัวไปมาก บางตลาดก็ไม่มากนัก ซึ่งคาดว่าปีนี้อาจจะได้นักท่องเที่ยวเข้าไทย 13 ล้านคน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 16 ล้านคน ส่วนรายได้ก็จะหดจาก 505,000 แสนล้านบาทไปอีกราว 3-4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเห็นผลกระทบชัดเจนอย่างมาก ขณะนี้หลายบริษัทต้องการให้ไทยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงโดยเร็วที่สุด

 ขณะเดียวกัน ททท.ได้เตรียมโครงการ “บริง แบ็ก สไมล์ ทู ไทยแลนด์” หรือโครงการนำรอยยิ้มกลับคืนสู่ไทย โดยจะใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นตลาดให้ทันท่วงที ตัวอย่างของกิจกรรมในโครงการนี้เช่น การใช้เซเลเบรตี้ มาร์เก็ตติ้ง การจัดประกวดพ่อครัวทั่วโลกในไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะผนึกความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น การที่ประเทศญี่ปุ่นจัดโครงการวิสิท เวิลด์ แคมเปญ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลก ไทยก็จะหาทางผนึกความร่วมมือเพื่อเชิญชวนให้ชาวญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยด้วย