
คลังฉายภาพยุทธศาสตร์ลงทุนเร่งแผนพัฒนาระบบขนส่ง-ชลประทาน
กระทรวงการคลังในฐานะหัวเรือใหญ่ที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจและเสนอแผนการบริหารจัดการด้านการคลัง ระหว่างรอรัฐบาลใหม่ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายเดิมในการวางยุทธศาสตร์ด้านการคลัง ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านรายได้ รายจ่ายและงบลงทุนของประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้มี
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของกระทรวงการคลังคือ การวางกรอบยุทธศาสตร์การทำงานในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการดูแลด้านรายจ่าย รายได้และการลงทุนในอนาคต ซึ่งต้องให้สอดคล้องกับกรอบความตกลงที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณดำเนินการร่วมกันก่อนหน้านี้ ในการจะเดินไปสู่เป้าหมายการจัดทำงบสมดุลภายใน 5 ปี หรือภายในปี 2558
แม้ขณะนี้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีนโยบายต่างๆ ที่นำไปสู่การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในระยะ 4 ปีข้างหน้า แต่เท่าที่รวบรวมแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากในแต่ละพรรคการเมือง และยังไม่ชัดเจนว่าจะทำตามที่ประกาศไว้จริงหรือไม่ จึงยังไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาคำนวณรวมในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีต่อๆ ไป
“ขณะนี้ยังมั่นใจว่าการจัดทำงบสมดุลภายใน 5 ปี จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายตายตัว หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบขนส่งระบบน้ำ ก็อาจจะมีมติเปลี่ยนแปลงและเลื่อนระยะเวลาการทำงบสมดุลออกไปได้แต่ต้องสามารถชี้แจงและตอบคำถามของสาธารณชนได้”
สำหรับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ทำไว้นั้น เพื่อให้มีหลักเดินไปในทิศทางที่ชัดเจน และเป็นที่น่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งบริษัทจัดอันดับเครดิตต่างๆ เพราะการที่ประเทศไทยมีเครดิตดีจะทำให้เอกชนมีต้นทุนในการกู้เงินถูกลง
เน้นดึงเอกชนร่วมพีพีพีลดรายจ่าย
ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยยังต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการลงทุนด้านขนส่งทั้งระบบราง ถนนและทางเรือ รวมถึงการลงทุนด้านแหล่งน้ำ จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการประเมินรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นและเตรียมจัดหาแหล่งเงินทุนที่ใช้ดำเนินโครงการ เพราะขณะนี้งบประมาณรายจ่ายแต่ละปีค่อนข้างขยายตัวได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะงบลงทุนที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 16.5% ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัดส่วนถึง 20-25 % ปีต่อๆ ไปก็ไม่น่าจะลดลงกว่านี้ ขณะที่งบประจำมีมากถึง 83.5% รวมงบชำระหนี้
การที่งบประจำมีสัดส่วนสูง เพราะนอกจากรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนข้าราชการกว่า 7.6 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีรายจ่ายที่เป็นหลักประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล การประกันรายได้เกษตรกร กองทุนหมุนเวียน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ตั้งขึ้นใหม่ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น
สำหรับการลงทุนที่รออยู่อีกจำนวนมากนั้น นอกจากเงินงบประมาณ การกู้เงิน การใช้งบของรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังต้องหาทางดึงให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้วย โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ในช่วง 5-6 ปีนั้น ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาท หากดึงให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนแบบพีพีพีได้ 3 แสนล้านบาท ก็จะทำให้ภาครัฐประหยัดงบไปได้มาก
“แม้กรอบความยั่งยืนทางการคลังจะเปิดช่องให้กู้เงินได้อีกมาก และมีสัดส่วนได้ถึง 60% ของจีดีพี แต่ขณะนี้อยู่ที่ 40% กว่าเท่านั้น แต่การกู้เงินก็ต้องทำในลักษณะที่พอเหมาะพอดี เพื่อไม่ให้เป็นภาระในระยะยาว” นายอารีพงศ์กล่าว
เร่งทำแผนลงทุนขนส่ง-ชลประทาน
นายอารีพงศ์ กล่าวอีกว่า ภายในเดือนกรกฎคมนี้ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ จะจัดสัมมนาเพื่อให้เห็นภาพการลงทุนด้านโลจิสติกส์ที่ชัดเจนในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งระบบขนส่งในประเทศและการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ภาคเอกชนจะทราบข้อมูลที่ชัดเจนและน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจเพราะถือเป็นการวางแผนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก
สำหรับความจำเป็นของการลงทุนด้านระบบขนส่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรวมเขตเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิต การลงทุนในอาเซียนรองรับกำลังซื้อกว่า 590 ล้านคน จึงต้องเร่งพัฒนาให้เกิดความคล่องตัวด้านคมนาคมขนส่ง
นอกจากระบบขนส่งแล้ว ยังจะรวมไปถึงการลงทุนด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ประเทศชาติ โดยตามแผนระยะ 10 ปี น่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่าล้านล้านบาท ซึ่งภายในเดือนกรกฎาคม น่าจะเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น หลังจากมีการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันให้มีการประกันความเสี่ยงจากราคาพืชผล ผ่านโครงการประกันรายได้แล้ว และกำลังจะมีการประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติ แต่ความเสี่ยงที่แหล่งน้ำจะมีเพียงพอหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมต่อไป
“การลงทุนด้านชลประทานถือมีความสำคัญสำหรับประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมขณะที่มีพื้นที่เพาะปลูกเข้าถึงระบบชลประทานเพียง 30% เท่านั้น ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก จึงต้องมีการลงทุนทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น”
แผนหารายได้ต้องทำทั้งระบบ
ปลัดกะทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า นอกจากด้านรายจ่ายแล้ว ในส่วนของแผนการจัดหารายได้เข้ารัฐบาลนั้น แต่ละกรมภาษีกำลังพิจารณา โดยเฉพาะกรมสรรพากรในฐานะที่จัดหารายได้หลักแต่การจะปรับโครงสร้างภาษีต้องทำเป็นแพ็กเกจไม่ใช่ว่าจะมีแต่ลดอย่างเดียวคงต้องมีเพิ่มด้วย เพราะการจะเก็บภาษีให้ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจำเป็นต้องขยายฐานภาษีด้วย แต่ต้องสนับสนุนให้บริษัทเอกชนสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้และไม่เป็นอุปสรรคในการเข้ามาลงทุน
อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงทั้งปีก่อนและต่อเนื่องมาในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังมีความอ่อนแอ เพราะมีเพียงบางเซคเตอร์ที่ไปได้ดี และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ส่งออก แต่ส่วนใหญ่ยังอ่อนแอไม่ได้รับประโยชน์จากจีดีพีที่ขยายตัว
“มีเพียงบริษัทใหญ่ที่ได้ประโยชน์ การกระจายรายได้ในประเทศยังมีปัญหา จึงต้องเร่งแก้ปัญหาที่โครงสร้าง เช่น การเพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีให้มากขึ้นและสนับสนุนให้ระบบสหกรณ์มีความเข้มแข็งขึ้น และการปรับโครงสร้างภาษีต้องตอบโจทย์ตรงนี้ได้”
นอกจากด้านภาษี ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์ เช่น ที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ เช่น ที่ดินบริเวณสาทร สีลม เป็นต้น ส่วนที่ดินในต่างจังหวัดอาจมีปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดิน จึงไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั่วประเทศต้องพิจารณาแก้ปัญหาเป็นกรณีๆ ไป
ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง



