
เท็จ-จริง
มีคำกล่าวว่า คนที่พูดโกหกครั้งแรกคือความเท็จ ถ้าโกหกเรื่องเดิมครั้งที่สองจะกลายเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ
และหากโกหกเรื่องนั้นถึงครั้งที่สามก็สามารถทำให้เรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ ดังนั้น คนในสมัยโบราณจึงมีคำที่ว่า “พูดเป็นตุเป็นตะ” ซึ่งมาจากรากศัพท์ในภาษาบาลีว่า ทุติยะ (สองครั้ง) และตติยะ (ซ้ำสาม) คือ “พูดเป็นตุเป็นตะ” หรือพูดซ้ำสองซ้ำสาม อันหมายถึงพูดจนคนที่ได้ฟังเชื่อ ทำให้เรื่องไม่จริงกลายเป็นเรื่องจริงนั่นแหละครับ
แนวคิดในทางโพสต์โมเดิร์นก็ถือว่าสิ่งที่เรียกกันว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนั้นจึงมิได้มีความจริงเพียงหนึ่งเดียว และไม่มีความจริงที่จริงแท้ แต่เป็นแค่ความสามารถในการใช้ภาษาเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เราท่านก็อดที่ต้องถามตัวเองว่าสิ่งต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังกันอย่างมากมายในช่วงฤดูเลือกตั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องจริง หรือแค่เรื่องที่เราถูกทำให้เชื่อว่าจริง ไม่ว่าจะด้วยการตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องเท็จ การพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือด้วยกลวิธีทางภาษาก็ตาม
ตัวอย่างของความจริงกับความเท็จที่ได้รับการอ้างอิงถึงอยู่บ่อยๆ ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “ราโชมอน” จากฝีมือการกำกับของ อาคิระ คูโรซาวา ปรมาจารย์ทางภาพยนตร์ของญี่ปุ่นซึ่งสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้เมื่อปี 1950 คูโรซาวานำเรื่องราวฆาตกรรมในคดีหนึ่ง ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละคนต่างก็เล่าเรื่องราวในส่วนของตนออกมา โดยไม่มีใครทราบว่าคำบอกเล่านั้นเป็นความจริงหรือความเท็จ หรือแม้กระทั่งเป็นความเท็จที่ถูกทำให้เสมือนจริง ทั้งนี้ เพื่อจะบอกกับคนดูว่า คำพูดและเรื่องราวที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้เช่นกันว่า มันเป็นความจริง หรือแค่เหมือนจริง
ปัญหาประการหนึ่งของคนไทยในเรื่องนี้ก็คือ เราค่อนข้างจะเป็นคนที่บริโภคข่าวสารโดยปราศจากการกลั่นกรอง
และจะเชื่อตามข่าวคราวที่ได้ยินได้ฟังโดยไม่ได้วิเคราะห์หรือใคร่ครวญ ซึ่งผลก็คือการที่เราติดอยู่ในหล่มข่าวจนถอนตัวไม่ขึ้น และที่น่าสลดใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หล่มนั้นอาจเป็นข่าวที่เต็มไปด้วยเรื่องเท็จแทบทั้งสิ้น
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ที่การเมืองซึ่งน่าจะเป็นเรื่องของเกียรติยศ เรื่องของความเป็นสุภาพบุรุษ และเรื่องของการรักษาคำพูด รวมทั้งนักการเมืองก็ควรจะเป็นคนที่ประชาชนเชื่อถือในคำพูดได้ แต่ทุกวันนี้การเมืองบ้านเรากลับกลายเป็นเรื่องอัปยศ เรื่องของความไม่สุภาพ และคำพูดของนักการเองกลับเป็นสิ่งที่ขาดความน่าเชื่อถือมากที่สุด
เคยคิดกันบ้างไหมครับว่า หากไม่สามารถแยกแยะความจริงกับความเท็จให้ออกจากกันได้ สังคมไทยในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราจะนับถือใคร หรือเชื่อถือคำพูดของใครได้ และจะมีคนอีกมากมายเพียงใด ที่หลงคิดว่าความเท็จเป็นความจริแล้วเดินตามไปต้อยๆ หรือเห็นว่าความจริงเป็นความเท็จ จนมองภาพต่างๆ กลับตาลปัตรไปหมด
สังคมที่คนไม่รู้แม้กระทั่งอะไรจริงอะไรเท็จนี่ น่าเป็นห่วงนะครับ



