
ไม่เลิกใส่ร้ายจะพ่ายเลือกตั้ง
คนไทยมีนิสัยชอบเชียร์มวยรอง เห็นฝ่ายไหนถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม ถึงตนเองจะอดกลั้นไม่กล้าปรากฏตัวในฐานะพลเมืองดี แต่ก็จะเอาใจช่วยอยู่เงียบๆ ตั้งแต่ระดับที่ช่วยน้อยที่สุดก็คือการนินทา กระพือความชั่วของฝ่ายที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไปถึงการช่วยเหลือที่ใหญ่กว
“ทำให้ ไม่ได้ทำเอา” นั่นเอง สงครามการเลือกตั้งครั้งนี้ ฝ่ายไหนอ้างตัวเป็นพระเอก แต่พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมเหมือนกับหัวหน้าตัวโกงแล้วไซร้ ต่อให้มีอิทธิพลมากมายขนาดไหนก็ย่อมพ่ายแพ้ ไม่ได้รับการนับถืออยู่ในใจคนกาบัตร
ตอนนี้แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีกระแสตามโพลล์สูงท่วมท้น แต่ในสภาพความเป็นจริง นักการเมืองที่สืบทอดมาเป็นสีเสื้อนี้ล้วนเป็นมวยรองมาตั้งแต่ปลายปี 2548 แล้ว เมื่อโดนผู้มีอำนาจจากหลายฝ่ายเล่นงานทั้งทางตรงทางอ้อมด้วยประเด็นต่างๆ นานา จนลื่นล้มไปตั้งหลายหน แต่เป็นที่น่าสนใจว่ายิ่งมีการเล่นงานทักษิณต่อเนื่องยาวนานเพียงไร คนรักทักษิณยิ่งมาก ทั้งยังยิ่งก่อรูปตั้งขบวนช่วยเหลืองานและพรรคพวกของทักษิณอย่างเป็นระบบมากขึ้นทุกที เปรียบเทียบกับฝ่ายที่เล่นงานทักษิณ ถึงจะยังมีอยู่เยอะ แต่แนวร่วมที่จะรณรงค์น้อยตัวลง ดูเอาจากพวกนั่งหน้าเวทีมัฆวานฯ ก็ได้ คนประเภทหลังจะเปลี่ยนเป็นคนประเภทแรกมากเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่ฉากตัวออกไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ต่อชีวิตของตนมากกว่านั้นมีเยอะมาก นั่นคือปรากฏการณ์ของสังคมไทยที่นิยมมวยรอง
คาดว่าฝ่ายที่ดูเหมือนว่างานหลักจะเป็นการมุ่งแต่หยิบยกเอาเรื่องอะไรต่อมิอะไรของปรปักษ์มาเล่นงานอย่างเอาเป็นเอาใต้นั้นคงจะเชื่อในจิตวิทยาการตลาดแบบเก่าว่า อะไรที่ทำซ้ำๆ จะไปประทับอยู่ในสมองผู้รับสาร เหมือนโฆษณาทีวีที่ผู้รับสารจะซื้อสินค้าตามโฆษณา เพราะจำง่ายกว่าสินค้าอื่น อย่างไรก็ตาม ยุคนี้คนฉลาดทันเกม สินค้าโฆษณาแบบเอาดีเข้าตัวนั้นมักขายไม่ออก เช่นเดียวกับให้คนแสดงเป็นประชาชนออกมาขอบอกขอบใจตัวสินค้านั้นออกจอ การขายของแนวใหม่นั้นเขามุ่งไปที่โฆษณาแบบไม่โฆษณาหรือโฆษณาแฝงซะมากกว่า งานนี้การเลือกเล่นบทสุภาพของยิ่งลักษณ์ ไม่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วยวาทะเชือดเฉือน จึงยิ่งได้ใจมวลชนโดยนักการตลาดโบราณที่เน้นความปากจัดนั้นคิดไม่ออกว่าความนิ่งจะจับใจคนได้อย่างไร ทำไมฝ่ายตนพูดอะไรออกมาแล้วคนเขาไม่เชื่อ
คนที่ฉลาดขึ้นจึงยิ่งเพิ่มความไม่พอใจต่อสิ่งที่ฝ่ายศัตรูทักษิณงัดกลยุทธ์ออกมาเล่นงานพรรคเพื่อไทย ยิ่งถ้าข้อเท็จจริงยังคลุมเครือด้วยแล้ว คนเขาก็จะชี้ลงไปเลยว่านี่คือการใส่ร้าย แล้วเลิกเชื่อคนส่งสารไปเลย
การที่เอาแต่ประณามฝ่ายตรงข้ามนั้นถึงจะได้ใจคนบางกลุ่ม แต่ก็เป็นกลุ่มที่เชื่อในฝ่ายตนอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการขยายจำนวนแต่อย่างใด คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็จะยิ่งเคียดแค้นชิงชังไม่หยุด คนที่เป็นกลางก็ถอยห่าง เพราะวันเวลายิ่งผ่านไป คนจะค่อยๆ แยกแยะความจริงออกจากการใส่ร้ายได้เอง



