ข่าว

ถอนตัวมรดกโลกพธม.ยกผลงานให้สุวิทย์

ถอนตัวมรดกโลกพธม.ยกผลงานให้สุวิทย์

26 มิ.ย. 2554

"พธม."เฮไทยถอนตัวมรดกโลก ประกาศยกความสำเร็จครั้งนี้ให้คนไทยทั้งชาติ พร้อมยกผลงานครั้งนี้ให้ “สุวิทย์” จี้"รัฐ-ทหาร"เดินหน้าไล่เขมรพ้นแดนไทย ทบทวนยกเลิกเอ็มโอยู 43 หากปล่อยไว้การถอนตัวมรดกโลกจะสูญเปล่า ยันยุติการชุมนุมวันที่ 1 ก.ค.แน่นอน ด้าน “จำลอง” ระบุ

     (26มิ.ย.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวต่อสื่อมวลชนในการแถลงข่าวประจำวันถึงกรณีที่ประเทศไทยได้ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก โดยประกาศเป็นจุดยืนของพันธมิตรฯ และคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรจำนวน 8 ข้อ ดังนี้
      
       1.การที่คณะผู้แทนไทยได้ดำเนินการถอนตัวตามคำเรียกร้องของภาคประชาชนนั้น ภาคประชาชนขอขอบคุณนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าผู้เจรจามรดกโลก ที่ได้ตัดสินใจถอนตัว แม้จะมีแรงกดดันขอให้เสนอเลื่อนการพิจารณาวาระแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารจากทั้งรัฐบาลไทยและข้าราชการเป็นจำนวนมาก
      
       2.ภาคประชาชนถือว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจถอนตัวจากภาคีมรดกโลกเป็นการทำตามข้อเรียกร้อง 1 ใน 3 ข้อของภาคประชาชน ถือเป็นชัยชนะของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถือเป็นความสำเร็จ 1 ใน 3 ข้อของการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน
      
       นายปานเทพกล่าวอีกว่า 3.การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนการถอนตัวของนายสุวิทย์ โดยระบุว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะมีมติให้เลื่อนการพิจารณาวาระแผนบริหารจัดการมรดกโลกเขาพระวิหาร แต่ไทยต้องดูถ้อยคำเรื่องการส่งทีมบูรณะปฏิสังขรณ์ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ แต่ต้องเคารพมติของที่ประชุมนั้น แสดงว่าจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ต้องการเพียงแค่การเลื่อน โดยยอมแลกแม้กระทั่งการซ่อมบูรณะปราสาทพระวิหาร หวังเพียงให้พ้นวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 3 ก.ค. ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ถือเป็นผลงานของนายอภิสิทธิ์ แต่เป็นผลงานของนายสุวิทย์โดยตรง 4.การถอนตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ภาคประชาชนพูดมาตลอดเป็นความจริงทุกประการ และยังสะท้อนด้วยว่าเอ็มโอยู 2543 ที่นายอภิสิทธิ์พยายามยึดถือว่าจะเป็นอำนาจและกลไกในการปกป้องไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกเดินหน้าเรื่องปราสาทพระวิหารนั้น เป็นความเท็จทั้งสิ้น
      
       โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า 5.การที่รัฐบาลไทยล้มเหลวในการใช้เอ็มโอยู 2543 ในเวทีคณะกรรมการมรดกโลก แสดงว่าไม่มีชาติไหนๆเห็นด้วยกับการใช้เอ็มโอยู 2543 ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ มีแต่จะเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่ยืนยันแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ด้วยเหตุนี้นานาชาติจึงเข้าข้างฝ่ายกัมพูชา ดังนั้นหากไทยยังยึดมั่นในเอ้มโอยู 2543 ก็จะเป็นอันตรายต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะในเวทีศาลโลก การประชุมอาเซียน หรือการประชุมในสหประชาชาติก็ตาม รัฐบาลจึงต้องทบทวนเอ็มโอยู 2543 อย่างเร่งด่วน 6.แม้ว่ารัฐบาลไทยจะถอนตัวออกมาแล้วแต่ในช่วงเวลาที่เหลือจนถึงวันที่ 29 มิ.ย.ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะมีการพิจารณาเรื่องปราสาทพระวิหารหรือไม่ และผลจะเป็นอย่างไร เมื่อไทยถอนตัวแล้วต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาหรือยูเนสโกเข้ามากระทำการใดในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร
      
       “ ไทยต้องถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย หากได้เพียงการถอนตัวออกจากมรดกโลกแล้วปล่อยให้ยูเนสโกเข้าไป ขณะที่ทหารและชุมชนกัมพูชาอยู่ที่เดิม ปล่อยให้พัฒนาจนเป็นพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลก ก็ถือว่าไทยล้มเหลวในทางปฏิบัติอยู่ดี การถอนตัวจากมรดกโลกก็จะสูญเปล่า ดังนั้นรัฐบาลและทหารไทยต้องดำเนินการผลักดันกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย และไม่ปล่อยให้มีการเดินหน้าบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารและโดยรอบอย่างเด็ดขาด” นายปานเทพกล่าว
      
       นายปานเทพกล่าวต่อว่า 7.นับจากนี้ประเทศไทยจะต้องประกาศจุดยืนให้ชัดเจนอย่างแข็งขันในการยืนหยัดที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในเวทีศาลโลก ที่ประเทศไทศไม่เคยยอมรับอำนาจศาลโลกมาตั้งแต่คดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ดังนั้น ในเวทีศาลโลกไทยก็ไม่สมควรจะไปรับอำนาจศาลโลกอีก อีกไม่นานศาลโลกจะพิจารณาว่าจะออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้แก่กัมพูชาหรือไม่ หากเกิดคุ้มครองเท่ากับเราจะเสียเปรียบทันที ในทางกลับกันหากศาลโลกไม่ออกมามาตรการคุ้มครอง แต่ไทยไปดีใจก็เท่ากับยอมรับอำนาจศาล และจะต้องถูกนำคำวินิจฉัยเมื่อปี 2505 มาตีความเพิ่มเติม ดังนั้นไทยต้องไม่รับอำนาจศาลโลก ไม่เช่นนั้นจะเป็นผลต่อเนื่องไปในอนาคต
      
       “และประการที่ 8 เราขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยืนหยัดต่อสู้กับพวกเราในครั้งนี้ เราถือว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นความสำเร็จของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้ช่วยกัน ขอขอบคุณพี่นอ้งประชาชนมา ณ โอกาสนี้” นายปานเทพกล่าว
      
       ผู้สื่อข่าวถามว่า การถอนตัวจากภาคีมรดกโลกครั้งนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ นายปานเทพกล่าวว่า หากเป็นวัญญาระหว่างประเทศที่มีบทเปลี่ยนอาณาเขตต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ในกรณีนี้จะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายไทยดำเนินการทำผิดพลาดมาตั้งแต่แถลงการณ์ร่วม หรือจอยต์ คอมมูนิเก ระหว่างไทยกัมกัมพูชา ในสมัยที่นายนพดล ปัทมะ เป็น รมว.ต่างประเทศ แต่คณะกรรมการมรดกโลกก็ยังลุแก่อำนาจ เดินหน้าการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตชัดเจน ดังนั้นการถอนตัวออกในครั้งนี้จึงถือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้โดยทันที ดดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงขุดยืนเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ จึงไม่มีทางเป็นความผิดได้เลย
      
       เมื่อถามต่อว่าประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะมีความตึงเครียดขึ้นหรือไม่ภายหลังจากถอนตัวจากภาคีมรดกโลก นายปานเทพกล่าวว่า สิ่งที่ภาคประชาชนคาดหวัง คือ หลังจากที่ถอนตัวจากมรดกโลกแล้ว ไทยต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยของชาติทันที หากยังคงดำรงสถานกาณ์ปล่อยให้กัมพูชาอยู่ในพื้นที่ต่อไป ก็จะเปิดโอกาสให้กัมพูชาพัฒนาพื้นที่ไปได้เรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในทางปฏิบัติ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลและทหารโดยตรงในการผลักดัน จึงถือว่าภารกิจยังไม่จบ จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องรณรงค์โหวตโน เพราะต้องการรัฐบาลที่จะมาแก้ปัญหานี้
      
       ต่อข้อถามว่า จากการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลทำให้สถานการณ์ของนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกัมพูชาแย่ลงหรือไม่ โฆษกพันธมิตรฯกล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารับบาลล้มเหลวในเรื่องของอาณาเขต ภาคประชาชนหวังว่ามีคะแนนโหวตโนมากพอ หรือ 26 เขตจนเปิดประชุมสภาไม่ได้ ก็จะทำให้ประชาชนมีอำนาจต่อรอง วันนั้นเรื่องนี้ก็จะเป็นข้อเรียกร้องหนึ่งที่นักการเมืองต้องมาวิงวอนโดยเสนอข้อตกลงเกี่ยวกับนายวีระ และ น.ส.ราตรี เราก็หวังว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ในกการกดดันให้กัมพูชาปล่อยทั้งสองคนออกมาให้เร็วที่สุด
      
       ส่วนกรณีที่มีแนวโน้มว่าเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชาที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จะถูกพรรคการเมืองนำไปเป็นประเด็นหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนั้น นายปานเทพกล่าวว่า พรรคการเมืองที่พยายามจะหาเสียงจากเรื่องนี้ ก็ล้วนแล้วปฏิเสธภาคประชาชนมาโดยตลอด บางครั้งถึงขั้นพยายามลดความน่าเชื่อถือของภาคประชาชนด้วย โดยตนเห็นว่าพรรคเพื่อไทยคงจะใช้เรื่องนี้หาเสียงลำบาก เพราะเป็นคนสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเอง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็พลาดที่นายอภสิทธิ์มาให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการถอนตัวว่ามติของคณะกรรมการมรดกโลกให้เลือนการพิจารณา โดยแลกด้วยการให้ส่งทีมบูรณะปฏิสังขรณ์เข้ามาในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เหมือนกับโยนปัญหาไปให้การตัดสินใจของนายสุวิทย์ เพราะต้องการกลบเกลื่อนเรื่องที่ว่าเอ็มโอยู 2543 ไม่สามารถใช้ได้เท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถนำเรื่องนี้ไปหาเสียงได้
      
       นายปานเทพยังเปิดเผยด้วยว่า ในความเป็นจริงนายสุวิทย์ได้ยื่นหนังสือขอถอนตัวออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกต่อผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกตั้งแต่ช่วง 19.00 น. แต่นายอภิสิทธิ์ได้พยายามล๊อบบี้ให้เปลี่ยนใจ โดยต้องการให้เลื่อนการพิจารณา หลังจากนั้นก็มีกรรมการจากหลายชาติมาพูดคุยกับนายสุวิทย์ ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศสที่ไม่เคยมาคุยกับไทยเลย แต่ในที่สุดเมื่อขวางไม่ได้นายสุวิทย์ก็ตัดสินใจยืนหยัดที่จะลาออก ทั้งที่มีความพยายามล๊อบบี้จากกรรมการชาติอื่นและรัฐบาลไทยเอง โดยมีนายเทพมนตรี ลิมปพยอม กรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย ที่ได้พยายามโน้มน้าวให้นายสุวิทย์ถอนตัว และให้คำปรึกษาแก่คณะเจรจาของไทยด้วย รวมทั้งได้มีการเปิดเผยหลักฐานสำคัญๆ หลายประการจนฝ่ายไทยต้องทำหนังสือโต้แย้งไปยังคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม การทำงานของนายเทพมนตรีต้องถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมาก แต่เป็นความโชคดีที่นายสุวิทย์ฟังเสียงภาคประชาชนจึงทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้
      
       ทั้งนี้ นายปานเทพยังเปิดเผยด้วยว่า ทางคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย และกองทัพธรรมมูลนิธิ ได้ประชุมหารือกัน โดยมีมติว่าหลังจากที่รอดูสถานการณ์การประชุมมรดกโลกจนสิ้นสุดในวันที่ 29 มิ.ย.แล้ว จะมีการชุมนุมต่อไปถึงคืนวันที่ 1 ก.ค.ก็จะประกาศยุติการชุมนุมทั้งด้านสะพานมัฆวานฯ และสะพานชมัยมรุเชฐ โดยจะใช้เวลาในการเก็บอุปกรณ์ 4-5 วัน และใช้เวลาที่เหลือติดตามสถานการณ์อธิปไตยของชาติ รวมทั้งรณรงค์โหวตโนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยสัญญาณถ่ายทอดสดของเอเอสทีวีจะเข้าสู่ห้องส่งเริ่มในวันที่ 2 ก.ค.เป็นต้นไป
      
       ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวเสริมว่า ขอทบทวนว่าภาคประชาชนออกมาชุมนุมโดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำ 3 เรื่อง คือ 1.ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 2.ถอนตัวจากมรดกโลก และ 3.ผลักดันกัมพูชาออกจากดินแดนไทย ซึ่งทั้ง 3 เรื่องหากพิจารณาแล้วเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การถอนตัวออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลก ซึ่งได้ประสบผลสำเร็จไปแล้ว เพราะหากมีการประชุมต่อๆ ไป คณะกรรมการมรดกโลกก็จะอนุมัติให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนและผลประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลมหาศาล แต่เมื่อมีการถอนตัวออกทำให้เรารอดพ้นไปได้อีกครั้ง ส่วนอีก 2 ข้อเรียกร้องยังถือว่าพอมีเวลาในการดำเนินการอยู่
      
       “โดยที่รอดพ้นมาได้ เพราะประชาชน ไม่ใช่เพราะรัฐบาล หากประชาชนไม่ร่วมสนับสนุนและไม่มากดดันชุมนุมปักหลักพักค้างอยู่ที่นี่เกือบครึ่งปี รัฐบาลก็คงไม่ปฏิบัติตาม” พล.ต.จำลอง กล่าว
      
       ในส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนที่อาจเกิดขึ้นนั้น พล.ต.จำลองกล่าวว่า หากเกิดขึ้นเหตุก็ไม่ได้มาจากการถอนตัวจากมรดกโลก เพราะหากไทยไม่ถอนตัวแล้วนำไปสู่การเสียดินแดน ทหารไทยก็คงไม่ยอม โดยเฉพาะผู้บังคับหน่วยกำลังที่ทนไม่ได้ รวมทั้งประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนที่สูญเสียดินแดนของตัวเองก็ยอมไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งงมีความตีงเครียดและมีการรบกันอย่างแน่นอน เหตุการณ์จะเลวร้ายกว่าการถอนตัวจากมรดกโลกด้วย

นักวิชาการท้องถิ่นหนุนถอนตัวจากมรดกโลก

 นายชัยวุฒิ เทโพธิ์ นักวิชาการอิสระ วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า สนับสนุนเต็มที่ในเรื่องนี้เพราะถือว่าเป็นวิธีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของเรา  เพราะดูจากคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 74  เสียงแล้วจะโน้มเอียงไปทางฝั่งกัมพูชาเป็นส่วนใหญ่  เนื่องจากฟังข้อมูลจากการบรรยายสรุป  ไม่ได้มาดูสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ทางออกของเราก็คือการถอนตัวออกมาจะเป็นเรื่องดีที่สุด แม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็คอยไม่ยอมรับมติของยูเอ็นในบางเรื่อง ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิบนอธิปไตยของประเทศนั้น ๆ ซึ่งภาคีประเทศต่าง ๆต้องยอมรับในความเป็นไทยเรา ไม่ใช่พอเราถอนตัวออกมาแล้วจะไม่ยอมรับ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องไม่ชอบธรรม
 
           “ หลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้วปัญหาพิพาทชายแดนไทย กับกัมพูชาต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ  ซึ่งการถอนตัวออกจากมรดกโลกเท่ากับเราไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทของกัมพูชา หากเราไม่ถอนตัวออกมาเท่ากับยอมรับแผนบริหารดังกล่าวและก็เท่ากับเราได้เสียดินแดนไปโดยปริยาย ”  นายชัยวุฒิ กล่าว
 
           ด้าน  พ.อ.วุฒิ  แสงจักร  รอง  ผบ.กองกำลังสุรนารี  กล่าวว่า  จากการที่ประเทศไทยได้ถอนตัวจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลก  ซึ่งกำลังมีการประชุมกันอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสในขณะนี้นั้น  ในส่วนสถานการณ์บริเวณเขาพระวิหาร  ทหารไทยและทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติหน้าที่กันตามปกติ  และสถานการณ์ไม่ได้มีความตึงเครียดแต่อย่างใด  แต่ว่าทหารไทยทุกนายก็มีความพร้อมในการรักษาอธิปไตยของชาติไทยอย่างเต็มที่

"ปลอดประสพ"จี้"สุวิทย์-อภิสิทธิ์"แจงเหตุ

 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แถลงที่กรุงปารีส ว่าประเทศไทยได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกและกรรมการมรดกโลก หลังจากศูนย์มรดกโลกและยูเนสโกไม่ได้ฟังข้อทักท้วงของไทย ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนชาวไทยเจ้าของประเทศไทยต้องรู้ความจริง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกเกี่ยวกับดินแดน และบูรณาภาพของราชอาณาจักรไทย ดังนั้นทางพรรคเพื่อไทยขอถามไปยังนายสุวิทย์ คือ ประการที่ 1 นายกรัฐมนตรีมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีด้วยใช่หรือไม่ เพราะนายสุวิทย์ได้อ้างว่าได้โทรศัพท์หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

 ประการที่ 2 การที่รัฐบาลประกาศถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วหรือไม่ และเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับดินแดน และบุรณภาพของประเทศ ทำไมไม่หารือและขอความเห็นจากสภาก่อนรัฐบาล ทำไปโดยพละการได้อย่างไร ประการที่ 3 ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในฐานะของรัฐบาลรักษาการ และการเลือกตั้งก็กำลังจะเกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ถัดไป เหตุใดรัฐบาลจึงรีบร้อยตัดสินใจ ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น นายสุวิทย์และนายอภิสิทธิ์มีอะไรเป็นวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะมองดูชอบกลผิดกาลเทศะ

 ประการที่ 4 การแก้ปัญหาระหว่างประเทศมีหลายวิธี หลายขั้นตอน เหตุใดรัฐบาลจึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา การถอนตัวออกมารัฐบาลหรือประเทศไทยได้ประโยชน์อะไร เป็นซาดิสไปแล้วหรือ เพราะถึงประเทศไทยไม่อยู่ ไม่เป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกก็คงจะประชุมต่อไปและก็จะตัดสินใจอะไรได้ง่าย และสะดวกกว่าเดิม เพราะไม่มีประเทศใดมาขัดขวาง จึงถามว่าการลาออกยกเว้นการสะใจแล้วได้อะไรอีกมีแต่เสียหาย

 ประการที่ 5 รัฐบาลเคยถามคนอยุธยา คนอุดรธานี คนสุโขทัย คนนครราชสีมา คนอุทัยธานี(ห้วยขาแข้ง)แล้วหรือยังในการถอนตัวจากการเป็นมรดกโลก เป็นหน้าตาของจังหวัด เขาไปทำลายไปทำร้ายเขาทำไม แน่ใจแล้วหรือว่ามีสิทธิจะตัดสินใจอย่างนี้แทนเจ้าของพื้นที่ ประการที่ 6 รัฐบาลรู้หรือไม่ว่าการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลกจะกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง การมาเที่ยวนั้นนักท่องเที่ยวจะดู web ว่าประเทศใดมีมรดกโลกบ้าง แล้วก็มาดูการถอนตัวจากมรดกโลกเป็นการลดระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย การตัดสินใจของนายสุวิทย์กับนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้จึงเป็นการทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยิ่ง

 ประการที่ 7 นายอภิสิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์ตลอดเวลาว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จะไม่มีการประชุมเรื่องเขาพระวิหารแน่นอน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ได้มีการพูดเช่นนี้อีก จึงขอถามว่าทำไมต้องโกหาประชาชน ทำไมต้องหลอกลวงพูดความจริงไม่เป็นหรือ ประการที่ 8 นายสุวิทย์เบิกเงินไป 10 ล้านบาท อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการล๊อบบี้ขอทราบรายละเอียดจากการใช้จ่ายด้วย ขอให้รู้ว่าเราติดตามมาตลอด และรู้ทันการคอรัปชั่น การล๊อบบี้นั้นควรให้เอกอัคราชทูตไทยตามประเทศที่เป็นกรรมการมรดกโลกไปเข้าพบและขอกับผู้นำประเทศของเขา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เป็นนโยบายระดับประเทศไม่ใช่มากินเลี้ยงกินกันเอง และประการที่ 9 ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะเตรียมเสนอพื้นที่ 21 แห่งขึ้นมรดกโลก เพราะเป็นยกฐานะประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งที่สำคัญสองพื้นที่เราคิดว่าจะได้คือการเสนอสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกโลก ดังนั้นกรุงเทพก็จะเป็นมรดกโลก กรุงธนบุรีก็จะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ขณะเดียวกันกำลังเสนอหมู่เกาะสุรินทร์ สิมิรัน ตะรุเตาเป็นมรดกโลก ซึ่งหากได้รับการพิจารณาก็จะเป็นการเสริมสร้างเกียรติภูมิของประเทศ และจะทำให้มีนักท่องเที่ยวมาไทยมากขึ้น เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจถอดตัวเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการทำลายโอกาสหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ของใหม่ก็ไม่ได้ของเก่าก็เจ๊ง เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์มีคำตอบหรือไม่ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หรือเพียงแต่คิดสั้นๆจะเอาใจพันธมิตรฯ เพราะคิดจะใช้พันธมิตรฯหลังจากจะแพ้พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้

 "ชวนนท์"เผย"อภิสิทธิ์-กษิต"รับทราบแล้ว

 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รับทราบแล้ว ทั้งนี้ ในเบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกับนายกฯว่า จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหรือไม่ ส่วนผลกระทบบริเวณชายแดนนั้น ต้องดำเนินการผ่านกรอบที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา  (เจบีซี) หรือการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ทหารไทยพร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติอยู่แล้ว