ข่าว

ว่าด้วย‘อิสลามแบงก์’ที่ใครๆ ก็ใช้บริการได้

ว่าด้วย‘อิสลามแบงก์’ที่ใครๆ ก็ใช้บริการได้

26 มิ.ย. 2554

ยอมรับว่าแม้ว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ “ไอแบงก์” ที่จะเปิดดำเนินการมาถึง 7 ปี แต่ความรู้ความเข้าใจ รวมทั้ง “ภาพลักษณ์” ที่ดิฉันคิดถึงธนาคารแห่งนี้ ห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก

ดังนั้น ต้องขอบคุณห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เชื้อเชิญให้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการในงานเสวนา Executive Talk  กับ คุณธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะทำให้หูตาของดิฉันกว้างไกลขึ้นมาก และได้เรียนรู้ระบบธนาคารตามหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง

 แม้ว่า “อิสลามแบงก์” จะถือกำเนิดในบ้านเรามา 7 ปีแล้ว แต่ผู้บริหารที่ผ่านประสบการณ์ในวงการการเงินและการลงทุนมากว่า 30 ปีอย่างคุณธีรศักดิ์ เพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งบริหารอย่างจริงจังเป็นระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี แต่นั่นก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลง “อิสลามแบงก์” ไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะวัดจากขนาดของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ทุนจดทะเบียนที่มากขึ้น และกำไรที่เพิ่มพูนขึ้น

 ยอมรับตามตรงว่า ระหว่างที่สัมภาษณ์กันบนเวทีซึ่งใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง จากกำหนดเดิมที่ตกลงกันไว้ชั่วโมงครึ่ง ดิฉันพยายามใช้สมองส่วนการจดจำทำงานให้มากที่สุด เพราะหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเป็นอุปสรรคต่อการจดข่าวเหมือนนักข่าวหนังสือพิมพ์ทั่วไป ที่ตั้งหน้าตั้งตาจด และสามารถปล่อยให้เกิด “ช่องว่าง” ของเวลาเพื่อคิดคำถามต่อไปได้ แต่เมื่ออยู่บนเวทีที่มีผู้คนนั่งฟังอยู่จำนวนมาก เราไม่สามารถปล่อยให้อาการ “เดด แอร์” หรือเกิดช่องว่างกลางอากาศได้ ดังนั้น ดิฉันจึงต้องพยายามหาแหล่งข้อมูลอื่นมาประกอบ และต่อยอดด้วยสิ่งที่ได้คุยกับคุณธีรศักดิ์ในวันนั้น

 ข้อมูลพื้นฐานที่ “อิสลามแบงก์” จัดทำขึ้น เพื่ออธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งธนาคาร ซึ่งเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการ ระบุไว้เช่นนี้ค่ะ

 “แนวคิดในการจัดตั้งธนาคารอิสลาม ได้ริเริ่มขึ้นจากความต้องการของชาวมุสลิมโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิมที่ดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม โดยในปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลได้ผลักดันให้ธนาคารอิสลามเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนองความต้องการสำหรับชาวไทยมุสลิมให้มีช่องทางทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม แต่ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้ธนาคารอิสลามถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นเอกเทศและถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง จัดเตรียมพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นำเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาผ่านออกมาเป็นกฎหมายและสำเร็จในเดือนตุลาคมพ.ศ. 2545”

 “ธนาคารอิสลาม” จัดตั้งตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เริ่มเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 โดยมีสำนักงานใหญ่และสาขาแห่งแรกอยู่ที่คลองตัน จากนั้นก็เริ่มทยอยเปิดสาขาในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคใต้ ต่อมาธนาคารได้ดำเนินการตามนโยบายการควบรวมกิจการของกระทรวงการคลัง โดยการซื้อกิจการบริการทางการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ของธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้มีพิธีลงนามสัญญาโอนกิจการบริการทางการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ของธนาคารกรุงไทย ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ส่งผลให้ธนาคารอิสลามมีสาขาเพิ่มขึ้นอีก 18 สาขา เป็น 27 สาขา

 คุณธีรศักดิ์ บอกว่า ความแตกต่างของธนาคารอิสลามกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไปนั้น อยู่ที่ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารที่เรียกได้ว่า เป็น “เทรดดิ้ง แบงก์” หรือธนาคารที่ทำธุรกิจซื้อขาย นั่นเพราะตามหลักศาสนาอิสลาม จะมีข้อห้ามเกี่ยวกับการรับหรือจ่าย “ดอกเบี้ย” ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบ ดังนั้น ธุรกรรมของธนาคารจึงมุ่งเน้นการซื้อขาย การร่วมธุรกิจและการร่วมลงทุน

 “ในส่วนของผู้ฝากเงิน สิ่งที่ได้รับกลับไป จะไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องการจัดสรรผลกำไรหรือ Profit Sharing เมื่อนำเงินฝากกับธนาคาร เราก็จะนำเงินของท่านไปลงทุน แล้วนำกำไรที่ได้จากการลงทุนมาแบ่งส่วนกัน เช่นเดียวกับการกู้ หากว่าลูกค้าต้องการกู้เงินซื้อบ้าน เราจะใช้วิธีซื้อบ้านหลังนั้นแล้วบวกด้วยกำไร จากนั้นก็ขายต่อให้ลูกค้าในราคาที่บวกกำไรไปแล้ว ก่อนจะคำนวณค่างวดให้ลูกค้าผ่อนชำระ ซึ่งหากเราบวกกำไรไป 10% แต่อัตราในตลาดอยู่ที่ 4% ส่วนที่เกินไป 6% จะถูกส่งคืนให้แก่ลูกค้าธนาคาร แต่หากว่าอัตราในตลาดสูงกว่า 10% เราจะไม่ขยับตัวเลขตรงนี้ เพราะถือว่าเป็นการตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว”

 ผู้บริหารของอิสลามแบงก์ บอกว่า กลไกการทำงานของที่นี่ไม่ได้อิงเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ว่าด้วย “ทุนนิยม” แต่เป็นเรื่องของ “ศาสนเศรษฐศาสตร์” ที่มีหลักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้การดำเนินงานแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่น

 "เราไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่ธุรกิจบาปที่ขัดกับหลักศาสนา อย่างโรงงานทำขวดแก้วมาขอสินเชื่อ ก็ต้องชัดเจนว่า ขวดแก้วที่ผลิตจะต้องไม่นำไปบรรจุเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือธุรกิจร้านอาหารก็ต้องมั่นใจว่า ร้านนั้นไม่มีการให้บริการที่ไม่เหมาะสมหรือขัดกับหลักศาสนา”

 คุณธีรศักดิ์ บอกว่า คำถามยอดฮิตในช่วงที่ผ่านมา ก็คือ ถ้าธนาคารมีเงื่อนไขมาก มีหลักปฏิบัติมาก แบบนี้จะมี “กำไร” หรือสร้างการเติบโตได้อย่างไร ซึ่งจากทรัพย์สินและกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด คงเป็นคำตอบที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ เพราะหลักการทำงานอยู่บนพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นธนาคารที่ทำหน้าที่ซื้อขาย การร่วมลงทุนและการร่วมธุรกิจ รวมทั้งความมี “คุณธรรม” ตามหลักศาสนเศรษฐศาสตร์ นั่นเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตที่ชัดเจน
“ทุกวันนี้เรามีบริการเหมือนธนาคารพาณิชย์รายอื่น เงินฝากเราก็มีทุกประเภท หรือสินเชื่อ เราก็ให้บริการครบทุกด้าน ตั้งแต่รายย่อยไปถึงโครงการขนาดใหญ่ แต่ที่มากกว่าก็คือ เรายึดหลักศาสนาเป็นสำคัญ คนที่เป็นลูกค้าก็สบายใจ เพราะนอกจากความมีคุณธรรมจะไม่ได้ไปลดความเคร่งครัดแห่งกฎกติกาในฐานะสถาบันการเงินแล้ว ผมเชื่อว่า คุณธรรมของธนาคารจะทำให้ลูกค้าสบายใจว่า เขาไม่ถูกเอาเปรียบไม่ว่าด้วยเรื่องใด”

 คุณธีรศักดิ์ บอกว่า สำหรับที่นี่ ใครๆ ก็ใช้บริการได้ เหมือนที่เวลาอยากกินข้าวหมกไก่หรือแกงเขียวหวานเนื้อนั่นแหละ ไม่ใช่มุสลิมก็กินได้ หรือเดินเข้าร้านอาหารมุสลิมได้

 ดังนั้น อย่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ 85% ของลูกค้า “อิสลามแบงก์” ไม่ใช่ชาวมุสลิม !!

 

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]