
"นิติวิทย์"มัดผู้ต้องหาใครขับชนหมอมุก
ด้วยท่าทีมีพิรุธของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น ผอ.กองกลางสำนักงานบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พญาไท และอ้างว่าเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันที่ชน พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ "หมอมุก"
แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนบาดเจ็บสาหัส ทำให้เกิดข้อกังขาว่านายทหารยศพันเอกผู้นี้จะเป็นผู้ก่อเหตุที่แท้จริงหรือไม่?
สิ่งที่จะสามารถยืนยันได้นอกเหนือจากประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ ทั้งพยานบุคคล และภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดแล้ว หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยคลี่คลายคดีนี้ได้
เริ่มจากรถยนต์คันก่อเหตุ ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า รถยนต์นิสสันรุ่นนีโอ ทะเบียน วค 1355 กรุงเทพมหานคร ซึ่ง พล.ต.พิสุทธิ์ เปาอินทร์ รองปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย นำมามอบให้ตรวจสอบเป็นรถคันเดียวกันกับรถที่ชนหมอมุก
“หลังได้รับมอบรถได้ระดมนักวิทยาศาสตร์ทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ เพื่อตรวจพิสูจน์รถคันดังกล่าว ซึ่งหลักฐานที่พบยืนยันได้ค่อนข้างชัดว่ารถยนต์คันนี้เป็นรถคันเดียวกับที่เกิดเหตุชนหมอมุกจนได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน” พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ระบุ
สาเหตุที่ทำให้ตำรวจเชื่อว่ารถยนต์คันนี้เป็นรถคันเดียวกันกับที่ชน "หมอมุก" คือ ประเด็นแรก ตำรวจได้ตรวจสอบเลขทะเบียนและหมายเลขตัวถังรถปรากฏว่าตรงกันกับที่จดทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบกไม่มีร่องรอยการแก้ไข ซึ่งเลขทะเบียนดังกล่าว พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดาของ "หมอมุก" จดไว้ในวันเกิดเหตุ
การตรวจสอบของตำรวจพบด้วยว่า เหล็กใบปัดน้ำฝนหน้ารถด้านขวาเป็นคนละรุ่นกับด้านซ้าย แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการเปลี่ยนใหม่แต่จะนานแค่ไหนไม่สามารถยืนยันได้ พล.ต.ท.จรัมพร กล่าวว่า อะไหล่ที่ปัดน้ำฝนรถยนต์รุ่นนี้หากเป็นด้านซ้ายจะมีตัวเลข 16301 และด้านขวามีตัวเลข 16300 กำกับไว้ แต่คันนี้กลับไม่พบเลขกำกับที่ใบปัดน้ำฝนด้านขวา ประกอบกับนอตยึด 2 ตัวมีลักษณะใหม่ ที่ร่องด้านล่างก็พบมูลนก สันนิษฐานได้ว่านกน่าจะถ่ายรดไว้ขณะรอการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน
ส่วนที่กระจังหน้ารถน่าจะมีการเปลี่ยนมาเพราะรูนอตบางรูมีสายไฟมัดเป็นเกลียวไว้ บางรูก็ยังไม่ได้ใส่หัวนอต ที่ขอบฝากระโปรงหน้าด้านขวามีรอยสีกะเทาะขนาด 2x7 มม. ซึ่งสัมพันธ์กับสีซึ่งติดอยู่บนที่ปัดน้ำฝนซึ่งเก็บได้ในที่เกิดเหตุ
“รอยกะเทาะของสีรถที่พบ นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นรอยที่เกิดจากการกระชากอย่างรวดเร็ว เมื่อนำไปเปรียบเทียบสีรถกับสีที่ติดอยู่บนที่ปัดน้ำฝนซึ่งได้จากที่เกิดเหตุด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์พบว่า สีสัมพันธ์กัน” ผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ระบุ
ขณะที่กระจกรถมีสติกเกอร์สีแดงเขียนข้อความกองทัพไทยติดอยู่เพียงอันเดียว แต่พบร่องรอยการลอกสติกเกอร์ออกมากกว่า 1 อัน ซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเพิ่งถูกลอกออกไม่นาน สอดคล้องกับคำให้การของ พญ.พรรณกร ที่ระบุว่า รถที่ชนหมอมุกติดสติกเกอร์หลายอัน ส่วนหม้อน้ำของรถยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีเพียงรอยรั่วซึมที่สายยางเพียงเล็กน้อยสามารถใช้งานได้ตามปกติ ขัดกับข้อมูลที่ได้จากฝ่ายทหารก่อนหน้าว่ารถยนต์คันนี้หม้อน้ำเสียหายไม่สามารถใช้งานได้
ผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดังกล่าว เพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่ารถคันนี้เป็นรถคันที่ชน "หมอมุก" อย่างไม่ต้องสงสัย ขณะนี้อยู่ระหว่างพยายามใช้นิติวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าในวันเกิดเหตุมีใครอยู่บนรถคันนี้บ้าง และที่สำคัญใครคือผู้ขับขี่รถยนต์คันนี้!!
หลังจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสามารถเก็บลายนิ้วมือทั้งภายในและภายนอกรถยนต์คันนี้หลายจุด รวมถึงหลักฐานที่จะนำไปตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งอยู่ภายในรถหลายตำแหน่ง ทั้งรอยนิ้วมือและดีเอ็นเอดังกล่าวเตรียมไว้เปรียบเทียบกับ "ดีเอ็นเอ" ที่ได้จัดเก็บจาก พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภรรยา ลูกสาว และเพื่อนของลูกสาว จะสามารถใช้ยืนยันกับคำให้การของทั้ง 4 คน รวมถึงประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ ถึงตำแหน่งที่นั่งในรถวันเกิดเหตุได้
“ขณะนี้ได้เก็บลายพิมพ์นิ้วมือและเนื้อเยื้อที่จะใช้สกัดดีเอ็นเอของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ และภรรยา ไว้เรียบร้อยแล้ว ยังเหลือของลูกสาว และเพื่อน ที่ยังไม่ได้จัดเก็บ เมื่อได้มาแล้วก็จะนำมาเปรียบเทียบกับรอยนิ้วมือและดีเอ็นเอที่เก็บได้ในตำแหน่งต่างๆ ของตัวรถซึ่งจะช่วยยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าในวันเกิดเหตุใครนั่งตำแหน่งไหน เพื่อพนักงานสอบสวนจะได้นำไปเปรียบเทียบกับคำให้การของบุคคลทั้ง 4 ว่าสอดคล้องกันหรือไม่” พล.ต.ท.จรัมพร กล่าว
ส่วนลายมือที่เขียนด่าด้วยข้อความหยาบคาย ที่ปรากฏอยู่บนรถยนต์ของหมอมุกนั้น พล.ต.ท.จรัมพรบอกว่า ได้จัดเก็บไว้เพื่อรอการเปรียบเทียบลายมือของบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้เขียนข้อความดังกล่าวว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิสูจน์
ด้านแหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดีกล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานให้ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นำกล้องถ่ายภาพที่อ้างว่าใช้บันทึกภาพหมอมุกในวันเกิดเหตุมาให้ เพื่อส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาลายนิ้วมือแฝงยืนยัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการส่งมอบแต่อย่างใด
"ส่วนภาพถ่ายที่ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นำมามอบให้ว่าภาพถ่ายดังกล่าวถูกถ่ายมาจากบริเวณใดของรถยนต์นิสสัน เนื่องจากการสังเกตมุมภาพในเบื้องต้นอาจเป็นไปได้ว่า ไม่ได้ถ่ายจากบริเวณที่นั่งคนขับ แต่น่าจะถ่ายมาจากบริเวณเบาะหลัง ซึ่งตำรวจจะขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายช่วยในการวิเคราะห์อีกทางหนึ่งในเร็วๆ นี้เพื่อความชัดเจน" แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดี ระบุ
ทั้งนี้ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่ตำรวจรวบรวมไว้ถือเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยพิสูจน์ความจริงในคดีนี้ แต่หากต้องการให้คดีมีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ตำรวจจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ หรือประจักษ์พยานให้ได้มากที่สุด ทั้งในฝ่ายผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด และพยานที่เห็นเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำให้การของหมอมุก เพราะเป็นคนเดียวที่รู้เห็นเหตุการณ์ดีที่สุด ตำรวจมีความหวังว่าอาจจะได้สอบถามเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุจากปากของผู้บาดเจ็บโดยตรงในระยะเวลาอันใกล้นี้ หลังจากอาการของหมอมุกดีขึ้นตามลำดับ



