ข่าว

'มาร์ค'ย้อน'ประสงค์'ออกนอกเส้นทาง

'มาร์ค'ย้อน'ประสงค์'ออกนอกเส้นทาง

25 มิ.ย. 2554

'มาร์ค' ย้อน 'ประสงค์' ออกนอกเส้นทาง ด้านนักวิชาการ รุมสับ แนวคิดแก้ รธน.นอกกรอบ ชี้ ย้อนยุค ติงกึ่ง ปธน. รัฐประหารรูปแบบใหม่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ออกมาระบุว่า การเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ อยากให้ทุกคนเข้าสู่การเลือกตั้ง ไม่รู้ว่า น.ต.ประสงค์ อยากให้บ้านเมืองเดินออกจากเส้นทางนี้ทำไม

"เราเดินมาไกลแล้ว ไม่ควรเดินย้อนกลับไป" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย จะร้องคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยที่ราชประสงค์เข้าข่ายหมิ่นประมาทนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครหมิ่นประมาท แต่ใครที่ไปปราศรัยภาคเหนือ อีสาน ที่บอกจะพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน และจะกลับมาร่วมงานแต่งลูกสาวอย่างไร ถ้าไม่มีการนิรโทษกรรม ทั้งนี้ เขาไม่ห่วงว่าเรื่องจะบานปลาย เพราะเขาพูดความจริง

เสวนา รธน.นอกกรอบ 'บรรเจิด' เสนอ รธน.นอกกรอบ

วันเดียวกัน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานรำลึกชาตกาล 100 ปี ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม และจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อพัฒนาการความคิดจากรัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ดร.อรุณ ภาณุพงศ์ ตุลาการถาวรระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก กล่าวว่า แม้ว่าแม่บทรัฐธรรมนูญของไทยอาจมีต้นแบบจากประเทศในยุโรป แต่การร่างรัฐธรรมนูญของไทยตั้งแต่ฉบับแรกมีลักษณะความเป็นไทยเห็นได้จากองค์ประกอบของความประนี ประนอม เพื่อยุติความขัดแย้งจากการปกครองเดิมที่ยึดถือคนเป็นหลัก มาเป็นการปกครองด้วยกฎหมาย

"รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกไม่ได้ อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน แต่ปัจจุบันเราต่อสู้ถกเถียงกันและแยกประชาชนเป็นฝ่าย ซึ่งเป็นการละทิ้งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรามีความก้าวหน้าทางประชาธิปไตย แต่ยังไปไม่ถึงปลายทาง รัฐธรรมนูญของเรากวัดแกว่งอยู่ตลอด เพราะเราใช้รัฐธรรมนูญเป็นยาแก้ปัญหา การเดินทางเริ่มเป๋ รัฐธรรมนูญยาวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคิดว่า การเพิ่มถ้อยคำจะช่วยแก้ปัญหา จึงต้องตั้งคำถามว่า เรากำลังย้อนกลับไปอยู่ที่จุดเดิมคือมองคนเป็นหลักจนเป็นสาเหตุของความแตกแยกหรือไม่ และต้องตัดสินใจเลือกว่าจะปกครองโดยคนหรือปกครองด้วยหลักนิติธรรม" ดร.อรุณ กล่าว

ด้านนายนายบรรเจิด สิงคเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อนุกรรมการคณะกรรมการอิสระยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การเมืองระบบรัฐสภาของหลายประเทศล้มเหลว เนื่องจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากกุมอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ หากรัฐบาลรวมตัวด้วยพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยจะขาดเสถียรภาพ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจะเป็นเผด็จการรัฐสภา

เขาบอกว่า ระบบพรรคการเมืองของไทย ไม่เป็นไปในความหมายของประเทศตะวันตก เพราะรีโมตอยู่นอกพรรค ระบบแบบนี้ทำให้รัฐบาลบริหารการเมืองมากกว่าบริหารประเทศ เราต้องแก้เกมไปวันๆ ไม่มีเวลาแก้ปัญหาประเทศชาติ จึงมีความคิดนอกกรอบแบ่งแยกฝ่ายบริหารออกจากนิติบัญญัติ ให้พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องโหวตในสภาฯ เพราะได้รับความชอบธรรมจากประชาชนโดยตรง ถูกตรวจสอบโดยวุฒิสภา

'นครินทร์' อัด ระบบกึ่ง ปธน. รัฐประหารรูปแบบใหม่

นายนครินทร์ เมฆไตรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองไทยเกิดจากหลายส่วน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเสี้ยวเดียว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การปกครองระบอบผสมหรือกึ่งประธานาธิบดี มีพลังทำให้กว่า 60 ประเทศทั่วโลกเปลี่ยนมาปกครองระบบกึ่งประธานาธิบดี โดยส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่ปรับไปใช้ระบอบกึ่งประธานาธิบดี จะเจอกับรัฐประหารรูปแบบใหม่

"ระบบกึ่งประธานาธิบดี ที่เราแสวงหามีปัญหาอยู่มาก ขณะที่ระบบรัฐสภามีความยืดหยุ่นมากที่สุด เราตั้งข้อรังเกียจการเปลี่ยนนายกฯบ่อยๆ จุดตายของเราคือใส่ใจเสถียรภาพทางการเมืองมากเกินไป ถ้ากำหนดระบบตายตัวเปลี่ยนไม่ได้ ทางออกเดียวคือรัฐประหาร ปัญหาหนักหน่วงที่สุดคือพรรคการเมือง แต่เราไม่แก้ที่พรรคการเมืองกลับไปแก้ที่รัฐสภาและฝ่ายบริหาร เรามีพรรคการเมืองเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก แต่เป็นกลุ่มของนักธุรกิจหรือแตกตัวจากพรรคการเมืองเดิม"

เขาบอกว่า ประชาชนเลือกตั้งโดยไม่รับผิดชอบ เลือกตั้งโดยไม่เสียอะไรเลย ดังนั้นเราอาจต้องรอเวลาและต้องปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียของพลเมือง

'โภคิน' ชี้ คนไทยดัดจิต แก้ไม่ตรงจุด

นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญแบบคิดนอกกรอบต้องรู้ว่ากรอบคืออะไร หากตั้งสมมุติฐานผิด จะเดินผิดไปทั้งหมด การอภิปรายไม่ไว้วางใจแม้จะล้มรัฐบาลไม่ได้แต่ส่งผลถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป็นการเรียนรู้ประชาธิปไตยผ่านความยืนนานของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ไม่พอใจสิ่งหนึ่งก็เอาระบบทั้งระบบไปยำเละ เกิดความแตกแยกจนแก้ไม่ตก การเมืองในระบอบประชาธิปไตยหนีไม่พ้นเงินเพราะเป็นทุนนิยม

เขาบอกว่า ในสังคมไทยมีบริบทมากมาย อย่ามองว่าเกิดปัญหาหนึ่งแล้วเอาระบบไปแก้ หากศาลตัดสินว่ารัฐประหารผิดกฎหมาย ทุกอย่างจบ นิรโทษกรรมก็ใช้ไม่ได้ ระบบของเราพยายามเอากฎหมายไปแก้ทุกอย่าง แต่ไม่ยอมให้คนในสังคมตกผลึกความคิดเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง

นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดที่ให้นายกฯมีอำนาจวีโต้กฎหมาย อาจเป็นวีโต้ซ้อนวีโต้ เพราะตามรัฐธรรมนูญอำนาจดังกล่าวเป็นของพระมหากษัตริย์

“คนไทยดัดจริต แก้ปัญหาไม่ถูกจุดเพราะไม่ตรงไปตรงมา พรรคการเมืองได้เสียงข้างมากเกิน 75% ของสภาฯใช่ว่าจะถูกใจไปได้ตลอด เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอด สังคมหยุดไม่อยู่ ปิดกั้นไม่ได้ ปัญหาของโลกวันนี้จะใช้วิธีการเมื่อ 50 ปีมาแก้ไม่ได้ เราใช้กฎหมายกฎกติกาไปบังคับ เราไม่เคารพในหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เขียนรัฐธรรมนูญหลอกคนดู น่าหัวเราะคนที่ออกมาพูดเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะที่ผ่านมายึดอำนาจแล้วนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนิรโทษกรรมซ้อนนิรโทษกรรม ทุกองค์กรปฏิญาณตนว่าจะรักษาปกป้องรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน ปฏิญาณแล้วฉีกทิ้งเพื่อปฏิญาณใหม่ ” นายโภคิน กล่าว

นักวิชการ ม.เอแบค ระบุ เสี่ยงเดทล็อคทางการเมือง

นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อ.คณะนิติศาสตร์ ม.อัญสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญให้ส.ส.มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเสนอกฎหมาย อภิปรายไม่ไว้วางใจ และถอดถอน จะนำไปสู่วังวนทางการเมือง และอาจไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

นอกจากนี้ การการแบ่งแยกส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อกับส.ส.ระบบเขต โดยกำหนดให้หัวหน้าพรรคที่ชนะได้เสียงข้างมากจากส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นนายกฯ เสมือนเลือกนายกฯโดยตรง อาจทำให้เกิดปัญหาเดทล็อกทางการเมือง และอาจเกิดความทับซ้อนระหว่างประมุขของประเทศกับประมุขของรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นปัญหารุนแรงกว่าสมัยทักษิณ ที่อ้างเสียงประชาชน 10 หรือ 19 ล้านเสียง