ข่าว

'ชูวิทย์'ถามพรรคไหนพาไปตกเหว?

'ชูวิทย์'ถามพรรคไหนพาไปตกเหว?

25 มิ.ย. 2554

'ชูวิทย์' เขียนบันทึกผ่านเวบพรรค ถาม พรรคไหนพาไปตกเหว ชี้ ปท.แตกแยก ปชช.พ่ายแพ้ นักการเมืองคิดแค่เอาชนะ จัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ พรรครักประเทศไทย ได้เขียนบันทึกเผยแพร่ผ่านหน้าเวบของพรรค ในหัวข้อ 'โค้งสุดท้ายประชาธิปไตย' โดยมีเนื้อหาตั้งคำถามต่อพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ ที่มุ่งเอาแค่ชนะกัน เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ประเทศชาติแตกแยก และประชาชนพ่ายแพ้ โดยเนื้อหาในบันทึกดังกล่าว มีดังนี้

'น่าเสียดาย ที่พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค เอาแต่คิดจะชนะกันเพื่อจะได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำให้ประชาชนคนไทย เดินทางอยู่บนถนนสายประชาธิปไตยร่วมกันอย่างไร การที่พรรคการเมืองใช้ผู้สนับสนุน หรือที่ผมเรียกว่า “เครื่องจักรทางการเมือง” (Political Machine) ปลุกปั่นให้ผู้คนเหล่านั้นสนับสนุนแต่พรรคการเมืองของตัวเอง อันทำให้กลุ่มคนในสังคมอยู่ห่างและทะเลาะเบาะแว้งมากขึ้นไปทุกที ทั้งสองพรรคการเมือง แทนที่จะคิดว่า ท้ายสุดแล้วประเทศชาติไม่ได้อยู่แค่คุณได้ชนะ ได้คะแนน หรือ ได้เป็นรัฐบาล เพราะบรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองต่างมาแล้วไป ประเทศชาติเท่านั้นที่ยังต้องคงอยู่ หากความแตกแยกเพราะคุณคิดอยากจะเอาชนะ ท้ายสุดแล้วคุณได้ชนะแต่ประชาชนคือผู้พ่ายแพ้

เปรียบเหมือนดูมวยคู่เอก มุมน้ำเงินกับมุมแดง ประเคนหมัด ศอก เข่า เข้าหากัน คนดูต่างสนุกสนานเชียร์กันลั่นสนาม ทั้งคู่ไม่มีความประนีประนอมต่อสู้ด้วยความสามารถตามแม่ไม้มวยไทย แต่มวยไม่ใช่ประเทศชาติ หากพรรคการเมืองทั้งสองพรรคต่อสู้กันด้วยความสามารถเพื่อทุ่มเทสรรพกำลังทุกอย่าง ปลุกปั่นความคิดทางการเมือง ยัดเยียดใส่ผู้สนับสนุน ไขว่คว้าหาคะแนนมากที่สุดที่จะกระทำได้ คุณคิดหรือว่า ท้ายสุดคุณจะเป็นผู้ชนะ คุณอาจจะได้เป็นรัฐบาล ซักปี หรือ สองปี คุณอาจจะให้กลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคการเมืองของคุณ อยู่เบื้องหลัง ได้ประโยชน์จากนโยบาย โครงการต่าง ๆ คุณอาจจะได้ทุนสะสมไว้เพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่นั่นก็เป็นเพียงวิธีการของพรรคการเมืองที่ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศชาติแข็งแกร่งขึ้นได้

คุณเคยคิดบ้างไหมว่า การที่คุณแบ่งประชาชนออกมาเป็นสองฝั่ง คุณเป็นส่วนหนึ่งของความร้าวฉานของประเทศนี้ คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองของพวกคุณ พยายามที่จะเอาชนะใช้วิธีการทุกอย่างรวมทั้งผู้สนับสนุนก็พลั้งเผลอคิดไปว่า พวกคุณคือเทพเจ้าที่จะบรรดาลทุกสิ่งทุกอย่าง หากคุณได้ขึ้นไปเป็นรัฐบาล แท้ที่จริงแล้วพวกคุณทั้งหลายคือคนธรรมดาที่พยายามสร้างภาพลวงตาและแท้ที่จริงแล้วหลังวันที่ 3 กรกฎา

หากคุณยังยืนอยู่บนจุดที่คุณคิดว่า คุณจะชนะบนซากปรักหักพังของประเทศนี้ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณกระทำไปนั้น มันทำให้ประเทศนี้ ไม่เหลืออะไรเลย และทำให้ประชาชนพยายามจะลืมคุณไปจากความทรงจำอันเลวร้าย

จนถึงปี 2554 เรายังคงเดินย่ำรอยเท้าตัวเอง และบางครั้งกลับพบว่าเราถอยหลังเสียด้วยซ้ำ หากผมถามว่า หลังวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหน เราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด หากคุณหรือแม้แต่พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ซึ่งมีนักการเมืองจำนวนมากสังกัดอยู่ รวมทั้งมีผู้สนับสนุนจำนวนมากตอบได้ ก็คงจะดี แต่ ในความเป็นจริง เราไม่กล้าแม้แต่จะคาดเดา

เพราะหากท้ายสุดแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงแค่เกมส์กติกา ส่วนพรรคการเมืองเป็นแค่พาหนะและจุดมุ่งหมายปลายทางข้างหน้าคือเหวลึก

คุณตอบได้ไหม? ว่าใคร? หรือพรรคการเมืองใด? จะพาเราไปตกเหวนั้น"