
ทูต24ประเทศทึ่งโครงการพระราชดำริคุ้งกระเบน
อ่าวคุ้งกระเบน จันทบุรี-ทุกๆ ปีกระทรวงการต่างประเทศได้จัดโปรแกรมพาคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยเดินทางไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ได้เรียนรู้และเชื่อมั่นว่า พื้นฐานทั่วทุกพื้นที่ และเห็นด้วยตาตัวเองว่า
เมืองไทยมีศักยภาพที่จะก้าวหน้าต่อไปได้ในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจและสังคมเกษตร เป็นพื้นฐานสำคัญ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและภูมิปัญญาไทยในการจัดการปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่นั้น สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี
ต้นสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสายฝนจากมรสุมที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก คณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจำนวน 24 คน เดินทางมาเข้าเยี่ยมชมศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติชนมพรรษาครบ 7 รอบของกระทรวงการกระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสร้างคุณูปการแก่ประเทศไทย และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เพื่อช่วยเหลือปวงชนชาวไทยตลอดมา ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลก
ผลงานที่อ่าวคุ้มกระเบน คณะทูตานุทูตต่างรู้สึก “ทึ่ง” ในทฤษฎีการแก้ไขปัญหามลพิษที่ชายฝั่งทะเลแห่งนี้ จากที่ชายทะเลที่ “เสื่อมโทรม” เต็มไปด้วยมลพิษของเน่าเสีย พิษร้ายจากนากุ้ง ดินพัง ทะเลเน่า บัดนี้ ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเรียนรู้และจัดการ สภาพที่แท้จริงที่ปรากฏจากผลของของการนำแนวคิดและทฤษฎีไปปรับใช้
พื้นที่ตลอดแนวอ่าวคุ้มกระเบน กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำใสสะอาด ไร้มลพิษ และยังเป็นปราการสำคัญยิ่งในการป้องกัน “ภัยพิบัติ” จากทะเล นั่นคือการเกิดและขยายตัวของป่าโกงกางจำนวนมาก ปราการธรรมชาติของป่าโกงกางได้ช่วยชาวบ้านรอดชีวิตจากคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ครั้งใหญ่มาแล้วที่พังงาและกระบี่
ที่นี่มีป่าโกงกาง เกิดและปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยระบบนิเวศธรรมชาติ ที่คนไทยนึกไม่ถึง เคยนึกถึงแต่เงินรายได้ที่ได้ แต่ทำลายทุกสิ่ง จาก “นากุ้ง” จนกุ้งกินไปหมดกระทั่งโฉนดที่ดิน
ด้วยระบบจัดสรรลงตัวและความรู้ นากุ้งกุลาดำก็ยังมีอยู่ จนมีผลผลิตส่งออกราคาแพงไปทั่วโลก ไม่ก่อน้ำเสีย ด้วยวิธีการบำบัดจาก “หอย” เสริมการเลี้ยงหอยในน้ำเสีย จนกลายเป็น “รายได้เสริม” ขายได้ น้ำเสียไม่มี เพราะ “หอย” ดูดกินแพลงตอน ที่ก่อให้น้ำเสีย ก่อนปล่อยลงทะเล
ยังได้ “ปุ๋ยธรรมชาติ” อีก นำไปใช้ในสวนสมุนไพรได้อีก
ภูมิปัญญาการเรียนรู้ของศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมเกษตรและชายทะเลที่สวยงาม
แต่ละปีมีผู้มาศึกษาเรียนรู้ที่นี่ถึงปีละ 4 แสนคน
คณะทูตานุทูต 24 ประเทศ 71 คน ทั้งทูตสเปน ฟินแลนด์ รัสเซีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น โรมาเนีย ปากีสถาน ไนจีเรีย ยูเครน ฯลฯ ต่างให้ความสนใจ และ “ทึ่ง” ต่อวิธีการบำบัดมลพิษด้วยธรรมชาติ และยัง “ทึ่ง” ต่อความสามารถในการรักษา “ต้นโกงกาง” ที่มีค่าต่อชีวิตมนุษย์ในยามเกิดเหตุร้ายยามทะเลโกรธ และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ในยามทะเลสงบ
นายพิษณุ จันทร์วิทัน
รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
หัวหน้าทีม “โครงการนำคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย
เยี่ยมชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี”



