
กรณ์ไม่สนโพลบอกพท.ชนะใจคนกรุง
กรณ์ไม่สนโพลบอก"พท."ชนะใจคนกรุง ยันคุณภาพผู้สมัคร-นโยบายปชป . มีคุณภาพ สู้ได้ทั้ง 33 เขต พร้อมดึงนโยบายพรรคเล็กมาใช้ เร่งขยายผลเวทีปราชประสงค์หวังโกยคะแนนกรุงเทพฯเพิ่ม
ที่พรรคประชาธิปัตย์นายกรณ์ จาติวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบการเลือกตั้งในส่วนกรุงเทพฯ กล่าวกรณีรายงานข่าวที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ มาหารือหลังมีผลสำรวจที่ระบุว่าผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯยังมีคะแนนตามพรรคเพื่อไทยอีกหลายเขตว่า เป็นเพียงการเรียกพบปะก่อนจะถึงวันเลือกตั้งเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพราะครั้งนี้หลายคนต้องลงสมัครแบบเขตเดียวเบอร์เดียวครั้งแรก
ดังนั้นตนและนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้อำนวยการเลือกตั้งกรุงเทพฯ จึงได้กำชับให้ผู้สมัครส.ส.ทราบถึงยุทธศาสตร์ของพรรคว่าในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนั้นมีเรื่องอะไรที่ต้องชี้แจงกับประชาชนบ้าง เพื่อให้ผู้สมัครทั้งหมดมีการปรับเข้าหาจุดเดียวกัน เกิดการสื่อสารในแนวทางเดียวกัน ให้รู้ถึงความเคลื่อนไหวในภาพรวมของพรรค ทั้งนี้ที่ผ่านผู้สมัครได้เร่งลงพื้นที่อยู่แล้ว โดยมีการประสานที่ดีกับส.ก. และส.ข.ในแต่ละพื้นที่
ส่วนผลโพลที่ระบุว่าในเขตกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ยังมีคะแนนตามพรรคเพื่อไทยอยู่มากนั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ถึงจุดนี้คงไม่มีผู้สมัครคนใดสนใจเรื่องโพล เพราะไม่มีประโยชน์อะไรในการทำงาน ทุกคนต้องเดินพบปะพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว อีกทั้งโพลสุดท้ายคือวันที่ 3 ก.ค. ก็ใกล้จะออก อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าทั้งคุณภาพผู้สมัคร นโยบาย ผลงานของพรรคในฐานะรัฐบาล ไม่ได้ด้อยไปกว่าพรรคใด และพร้อมจะสู้ในทุก 33 เขตเลือกตั้งในกรุงเทพฯ
เมื่อถามว่ามีแนวทางจะดึงกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเล็กให้เข้ามาสนับสนุนพรรคได้อย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า การปราศรัยของหัวหน้าพรรคเมื่อคืนก็ชัดเจนว่าจริงๆ ขณะนี้มันคือการกำหนดทิศทางของประเทศ ซึ่งก็มีอยู่ 2 ทางคือทางของพรรคเพื่อไทยและทางของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคอื่นพูดตามตรงคือตัวประกอบ เพราะในทางปฏิบัติผู้ที่จะกำหนดทิศทางคือพรรคแกนนำรัฐบาล จึงต้องตัดสินใจว่าจะไปทางไหน ตนดูนโยบายก็สามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเล็กบางพรรคก็ไม่เลว สามารถเอามาปรับปรุงและเอามาใช้ได้ แต่ทั้งนี้ประชาชนอาจไม่สนใจเมื่อเทียบกับนโยบายพรรคใหญ่เพราะพรรคใหญ่ที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลสามารถกำหนดได้มากกว่า อย่างไรก็ตามนโยบายพรรคเล็กบางประเด็นก็น่าสนใจ ที่จะสามารถปรับปรุง ปรับเปลี่ยน สามารถใช้ได้และให้เครดิตแก่เจ้าของ
นายกรณ์ กล่าวถึงผลสะท้อนภายหลังการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ราชประสงค์ ว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดได้สะท้อนถึงความรู้สึกคนไทย อาทิ ความสำคัญของการรักษากฎหมายให้เป็นนิติรัฐ การแสดงออกว่าจะไม่ยอมจำนนต่อกฎหมู่ และนายอภิสิทธิ์ก็พูดเห็นภาพชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ขณะที่พรรคคู่แข่งก็ชัดเจนว่าแนวทางทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ทำไปเพื่อใคร
ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ประกาศกลางเวทีราชประสงค์หากแพ้การเลือกตั้งจะส่งไม้ต่อให้คนอื่นในประชาธิปัตย์มาทำงานแทน นายกรณ์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดอย่างนั้น พูดเพียงว่าถ้าแพ้ก็จะมีคนขึ้นมาทำต่อ เพื่อต้องการสื่อสารของพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคเราไม่มีวันตายในการต่อสู่ตามระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ก็เคยพูดอยู่แล้วว่าถ้าได้ส.ส.น้อยลงเพื่อสื่อสารว่าไม่ได้ยึดติด สิ่งที่นายอภิสิทธิ์สื่อสารที่ราชประสงค์คือ การเป็นนายกฯตามกฎหมายของตัวเองเป็นได้อีก 4 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลานั้นนายอภิสิทธิ์คงไม่ไปไหน อยู่ช่วยงานพรรคเหมือนเดิม เหมือนกับอดีตหัวหน้าพรรค 2 รายคือนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ยังอยู่ช่วยพรรคถึงปัจจุบันนี้
“ สำหรับพรรคปชป.เมื่อถึงวันที่ไม่มีนายอภิสิทธิ์ ก็ยังมีคนอื่นมาสานต่อ ฆ่าไม่ตาย เขาเรียกว่าแมลงสาบ ” นายกรณ์กล่าว
เมื่อถามว่าทีมเลือกตั้งกรุงเทพฯ จะขยายผลคำปราศรัยและชุดความคิดของนายอภิสิทธิ์ ที่เวทีราชประสงค์อย่างไร นายกรณ์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการแล้วเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้โดยผู้สมัครแต่ละเขตได้แยกย้ายกันลงไปขยายผลทางความคิด โดยมีการย่อการปราศรัยให้สั้นลงเพื่อโพสในยูทูป ให้คนใช้อินเตอร์เน็ตได้รับชม โดยเมื่อคืนวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีคนชมสดผ่านไลฟ์สตรีมถึง 3 หมื่นคนไม่รวมทีวีดาวเทียม สำหรับกระแสก็ชัดเจน ทุกคนทราบดีว่า ที่ราชประสงค์มีการปราศรัยเรื่องอะไรดังนั้นเวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก็ต้องเดินหน้าขยายผลเพื่อนำสู่เวทีปราศรัยใหญ่ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยจะมีการถ่ายทอดไปยังเวทีย่อยต่างๆและในวันที่ 1 ก.ค.นายอภิสิทธิ์จะลุกขึ้นพูดอีกครั้ง
เมื่อถามว่า ในวันที่ 1 ก.ค. ได้ชนกับเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่รัชมังคลากีฬาสถานนั้น นายกรณ์กล่าวว่า “ ผมคิดว่าเป็นพรรคเพื่อไทยที่ต้องชนกับประชาธิปัตย์มากกว่า ”



