
องค์สิริภาเสด็จทรงเยี่ยมอาการหมอมุก
องค์สิริภาเสด็จ ทรงเยี่ยมหมอมุก ตร.นัดพ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นำกล้องถ่ายรูปส่ง พฐ.ตรวจหาลายนิ้วมือแฝง พร้อมเร่งรัดผลตรวจดีเอ็นเอ-ลายนิ้วมือ พยานแวดล้อม ก่อนเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา เรียกคนขับรถชนหมอมุกแจ้งข้อหาพยายามฆ่า เผยหากหลักฐานไม่ชัดอาจต้องเข้าเครื่องจับ
เวลา 19.50 น. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จเยี่ยมอาการ พ.ต.พญ.หทัยพร ที่หอผู้ป่วยอาการหนัก (ไอซียู) ชั้น 3 ตึกท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา และพล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. พร้อมคณะแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง รอรับเสด็จ โดยได้เข้าเยี่ยมเป็นการส่วนพระองค์นานประมาณ 10 นาที จึงเสด็จกลับ โดยภายหลัง พญ.พรรณกรได้นำแจกันดอกไม้ประทานมาให้หมอมุกได้รับทราบ ปรากฏว่าหมอมุกมีอาการตอบสนองรับรู้โดยได้ยื่นมือซ้ายมากุมแจกัน และมีน้ำตาไหลออกมา ท่ามกลางความดีใจของเจ้าหน้าที่และคณะแพทย์ที่ประจำห้องไอซียู
พญ.พรรณกรเล่าว่า รู้สึกปลาบปลื้มยินดี เพราะถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรต่อวงศ์ตระกูล และช่วงที่นำแจกันไปให้ลูกสาวได้รับทราบจนหมอมุกมีอาการตอบสนองนับเป็นสัญญาณที่ดีประกอบกับพระองค์ท่านได้แสดงความห่วงใย เพราะเป็นศิษย์เก่ารุ่นพี่โรงเรียนจิตรลดา พระองค์จะให้เป็นตัวแทนมาเยี่ยมอีกครั้ง และจะติดตามเรื่องที่เกิดขึ้นให้ได้รับความเป็นธรรมจนถึงที่สุด ที่ผ่านมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานดอกไม้เยี่ยมผ่านผู้แทนพระองค์ รวมทั้งทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ขณะที่ผู้แทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นำกระเช้าดอกไม้เข้าเยี่ยม ได้เข้าไปกระซิบที่ข้างหูหมอมุก โดยสังเกตเห็นลูกสาวมีปฏิกิริยารับทราบ โดยมีน้ำตาไหลออกมาด้วยความยินดี เมื่อครั้งพ่อหมอมุกเสียชีวิตในราชการทหารที่ชายแดน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเหรียญรามาธิบดี ครั้งนั้นคนในครอบครัวมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ทุกพระองค์อย่างใกล้ชิด ขณะนั้นหมอมุกมีอายุเพียง 9 เดือนเท่านั้น
"ทุกวันนี้ฉันได้เข้าไปเล่านิทานให้ลูกสาวฟังเพื่อให้สมองฟื้นได้เร็วขึ้น ตอนนี้เริ่มมีการตอบสนองทางร่างกาย ขยับมือได้ ส่วนอาการทางสมองอาการบวมลดลงมากแล้ว คาดว่าใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จะดีขึ้นเกือบเป็นปกติ ถือว่าเป็นความสำเร็จของคณะแพทย์ที่รักษาลูกสาว เชื่อว่าหมอมุกจะหายและกลับมารักษาคนไข้ได้เหมือนเดิมด้านคดีต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ส่วนคู่กรณีไม่เห็นใครเคยมาเยี่ยมสักครั้ง แต่ส่วนตัวแล้วไม่อยากให้มาเยี่ยม" พญ.พรรณกรกล่าว
ด้าน พ.อ.(พ)นพ.สิรรุจน์ สกุลณะมรรคา หัวหน้าคณะแพทย์ผ่าตัดสมอง กล่าวว่า อาการของหมอมุกรู้สึกตัวมากขึ้น ประสาทสมองดีขึ้นจนจับแจกันพระราชทานได้ การรักษาต่อจากนี้ไปแพทย์จะลดเครื่องช่วยหายใจ แต่ต้องให้คนไข้อยู่ที่ห้องสังเกตการณ์ระยะหนึ่งก่อน
สำหรับความคืบหน้าหลังจาก พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมนางสภาวัน ภู่กลั่น ภรรยา เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีขับรถชน พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก อายุ 34 ปี แพทย์ประจำคลินิกผู้สูงอายุ รพ.พระมงกุฎเกล้า
ทั้งนี้ เวลา 12.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน พ.ต.ท.โชติ สุวรรณจุณีย์ รองผกก.สส.สน.พญาไท เปิดเผยว่า หลังจาก พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ และนางสภาวัน เข้าให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี รวมทั้งได้นำภาพถ่ายหมอมุกมาให้พนักงานสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนได้นัดให้ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นำกล้องที่บันทึกภาพมามอบให้ เพื่อจะส่งไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจลายนิ้วมือแฝงบนกล้องถ่ายภาพ และตรวจสอบข้อมูลในกล้องว่าภาพที่บันทึกตรงกับวันเวลาเกิดเหตุหรือไม่ ส่วนสำนวนการสอบสวน เบื้องต้นสอบพยานแวดล้อมไปได้ถึง 6-7 ปาก ทั้งพยานแวดล้อม พยานคนกลาง และพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงหลักฐานพยานทางวิทยาศาสตร์
พ.ต.ท.โชติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของบุตรสาว พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะเข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้น ทางบุตรสาวได้แจ้งพนักงานสอบสวนว่าติดภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องรอไปก่อน และอยู่ระหว่างติดต่อของเจ้าหน้าที่ตลอด ยังระบุไม่ได้ว่าจะเป็นวัน เวลาไหน กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก แต่คงต้องขอเวลาอีกสองถึงสามวัน หากบุตรสาวและเพื่อนเข้ามาให้ถ้อยคำก็จะเก็บลายนิ้วมือและดีเอ็นเอเพื่อส่งตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบ
“วันนี้ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.สุดประเสริฐ หลัดกอง พนักงานสอบสวนทำหนังสือขอเร่งรัดผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานในคดี ทั้งผลดีเอ็นเอของพ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ และภรรยา รวมถึงผลการตรวจลายนิ้วมือ ที่ส่งไปตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน คาดว่าคงได้รับผลการตรวจพิสูจน์ในวันนี้ และจะนำมารวบรวมกับพยานแวดล้อมที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ และพยานวัตถุ ก่อนจะเสนอผู้บังคับบัญชาร่วมพิจารณาหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานชัดเจนในทุกด้าน โดยให้ทางผู้บังคับบัญชาเป็นคนพิจารณาว่าจะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาพยายามฆ่าได้เมื่อใด หากหลักฐานชัดว่าใครเป็นผู้กระทำผิด” รองผกก.สส.สน.พญาไท กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่าบุตรสาวของพ.อ.ศักดิ์สิทธิ์เคยติดต่อเพื่อให้ปากคำบ้างแล้ว แต่ยังไม่กล้าเข้าพบ เนื่องจากไม่อยากเจอสื่อมวลชน
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่า เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์หลักฐานใน 2 ประเด็น คือ พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำว่าผิดอย่างไร และอีกประเด็นคือในส่วนของผู้กระทำความผิดว่าใครเป็นคนกระทำผิด ซึ่งผลจากการตรวจดีเอ็นเอจะเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าใครกระทำ ซึ่งเวลานี้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานได้หลายจุด และทราบว่าใครนั่งตรงไหนอย่างไรในรถคันที่ก่อเหตุแล้ว
"ไม่อยากให้เร่งรัด เจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความรอบคอบ ซึ่งขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปถึงร้อยละ 70-80 แล้วไม่รู้สึกกดดันหรือมีความยุ่งยากหรือมีความซับซ้อนทางคดีแต่อย่างใด ยืนยันพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน" พล.ต.ต.อำนวยกล่าว
ด้าน พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน (ผบช.พฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจพิสูจน์รถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน วค 1355 กรุงเทพมหานคร ที่ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ระบุว่าเป็นคนขับว่า ได้ตรวจสอบลักษณะรถกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หลังจาก พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เข้ามอบตัวก็ต้องเปลี่ยนมาตรวจลักษณะคนกับรถยนต์ โดยมีการตรวจลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอภายในรถ ซึ่งพบอยู่บางจุด แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ ต้องนำมาเปรียบเทียบกับบุคคล ซึ่งพนักงานสอบสวนเพิ่งจะเก็บลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ และนางสภาวัน ส่งมาตรวจพิสูจน์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอน ภายใน 24 ชั่วโมงคงทราบ
พล.ต.ท.จรัมพร ยังกล่าวถึงกระแสที่หลายฝ่ายสงสัยว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์จะไม่ใช่ผู้ที่ขับรถชนหมอมุกและควรจะนำเข้าเครื่องจับเท็จหรือไม่ว่า การจะนำตัวเข้าเครื่องจับเท็จต้องอยู่ในดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะต้องส่งเรื่องมาตรวจพิสูจน์ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่าจะยอมเข้าเครื่องจับเท็จหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเข้าเครื่องจับเท็จก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่นำไปประกอบในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ส่วนเรื่องนี้ทางพนักงานสอบสวนก็สอบสวนอย่างละเอียด คาดว่าคงจะต้องมีสิ่งใดที่จะยืนยันได้ว่าจะเป็นตัวจริงหรือสมอ้าง
พ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท กล่าวว่า การนำผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้เข้าเครื่องจับเท็จ ต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ หากพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีความชัดเจนก็ไม่ต้องนำเข้าเครื่องจับเท็จ แต่หากพยานหลักฐานไม่ชัดเจนก็อาจจะมีการนำตัวเข้าเครื่องจับเท็จอีกครั้ง เพื่อนำมาประกอบในสำนวนการสอบสวน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงอยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนความคืบหน้าอาการหมอมุกนั้น ที่ห้องไอซียู รพ.พระมงกุฎเกล้า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนและกลุ่มคนที่ทราบข่าวเดินทางมาลงชื่อในสมุดเยี่ยมไข้ เพื่อให้กำลังใจและสอบถามอาการอย่างไม่ขาดสาย
พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดาหมอมุก เปิดเผยว่า รู้สึกเหนื่อยมากจากการเฝ้าไข้หมอมุก เมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ประมาณสี่ทุ่ม แต่ก็ดีใจที่อาการของลูกสาวดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้จะพยายามบีบนวดตามแขนและขาให้ลูกเพราะเห็นว่าร่างกายซีกขวาเหมือนจะอ่อนแรงลงไป ต้องขอบคุณประชาชนที่ช่วยให้กำลังใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำพิธีสวดมนต์นั่งสมาธิแผ่เมตตามาให้ หวังว่าหมอมุกจะกลับมาหายเป็นปกติในเร็ววันนี้แน่นอน ส่วนเรื่องความคืบหน้าทางคดีนั้น ไม่ทราบจริงๆ เพราะปกติก็ไม่ค่อยติดตามข่าวสารอยู่แล้ว เชื่อว่าหากมีอะไรคืบหน้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะโทรศัพท์มาบอกเอง
ด้าน พ.อ.นพ.พีระพล ปกป้อง ผู้อำนวยการกองอุบัติเหตุและเวชกรรมฉุกเฉิน รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า หลังจากเมื่อวานหมอมุกมีอาการซึมลงไปเล็กน้อย แต่วันนี้ก็ดีขึ้น ไข้ลดลงเหลือ 37.5 องศาเซลเซียส มีอาการตอบสนองได้มากขึ้น สามารถหันหน้าไปตามเสียงที่เรียกชื่อได้ กำมือและขยับร่างกายได้มากกว่าเก่า สัญญาณชีพจรก็ดีขึ้น ส่วนความดันสมองก็ยังปกติ แพทย์ได้เปิดกะโหลกศีรษะออกเพื่อลดความดัน ซึ่งหากอาการดีขึ้นเป็นปกติก็จะมีการปิดกะโหลกกลับให้เป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ที่ยังต้องระวังคือเรื่องการติดเชื้อในปอด ซึ่งสำคัญที่สุด โดยขณะนี้แพทย์ได้ให้เกลือแร่แก่ร่างกายร่วมกับการค่อยๆ ลดอัตราการช่วยเหลือของเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้หมอมุกสามารถปรับสภาพมาหายใจได้ด้วยตนเอง ส่วนอาการฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายนั้นไม่มี พบแต่รอยช้ำที่บริเวณข้อมือซ้ายเท่านั้น
ขณะที่ นายกอสล้าง วรรณรสพากย์ ลูกพี่ลูกน้องของหมอมุก กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีอะไรจะอธิบายอีก แค่ขอความเป็นธรรมและความเมตตาสงสารครอบครัวหมอมุกบ้าง ตั้งแต่เกิดเรื่อง พญ.พรรณกร หรืออาแดง ที่ตนเคารพต้องนั่งรถประจำทางออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาโรงพยาบาลเยี่ยมลูกทุกวัน ตกค่ำหากลูกยังไม่หลับ อาแดงก็จะไม่ยอมกลับบ้าน อยากขอร้องให้คู่กรณีตัวจริงออกมายอมรับผิด อย่าซ้ำเติมเคราะห์กรรมกันอีกเลย เพราะอาแดงไม่ได้ให้ความสนใจหรืออยากรู้เรื่องเกี่ยวกับคดีด้วยซ้ำ ตอนนี้สิ่งที่แกเป็นห่วงคืออาการลูกสาว ซึ่งกำลังเจ็บหนักอยู่เท่านั้น
ต่อมา พระอาจารย์ระพิน ปัญญานันทโภ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดสกุลปักษี จ.สุพรรณบุรี ได้เดินทางมาเยี่ยมหมอมุก พร้อมมอบเหรียญหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม ให้ พญ.พรรณกร นำไปฝากเก็บไว้ใกล้เตียงพักฟื้นของหมอมุก โดยพระอาจารย์ระพินกล่าวว่า รู้จักกับหมอแดงและหมอมุก แม่ลูกคู่นี้มานาน เนื่องจากเป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญ หากที่วัดมีงานเทศกาลเชิญแม่ลูกคู่นี้ไปก็จะไม่ขัด ทั้งคู่จะเดินทางไปช่วยตลอด พอทราบข่าวว่าหมอมุกตกอยู่ในสภาพนี้ จึงนำวัตถุมงคลมามอบให้ พร้อมอวยพรให้หายจากอาการบาดเจ็บไวๆ
เมื่อเวลา 13.15 น. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้นำกระเช้าดอกไม้มาเยี่ยมอาการป่วยของหมอมุก จากนั้น พล.ต.สนั่นเดินเข้าไปเฝ้ามองอาการหมอมุกบริเวณหน้าห้องผู้ป่วยไอซียู พร้อมสอบถามความคืบหน้าด้านการรักษาจากพยาบาลเจ้าของไข้ประมาณ 10 นาที แล้วจึงเดินทางกลับ
พล.ต.สนั่น กล่าวว่า มาเยี่ยมหมอมุก ในฐานะที่เป็นทหารด้วยกัน ประกอบกับน้องหญิงลูกสาวตนก็รู้จักกับหมอมุก ในฐานะที่ลูกตนเป็นรุ่นพี่เคยเรียนที่จิตรลดา รุ่นที่ 23 สอบถามอาการจากพยาบาลผู้เฝ้าไข้ทราบว่าหมอมุกเริ่มดีขึ้นแล้ว การกระทำครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ใครที่ลงมือก่อเหตุถือว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ ยิ่งเป็นผู้ก่อเหตุแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นถือว่าเลวร้ายที่สุด ขอสาปแช่ง และเชื่อว่ากองทัพหรือองค์กรใดๆ ก็จะไม่ให้การช่วยเหลือคนคนนั้น อย่างไรก็ตาม ความจริงที่เกิดขึ้นต้องปรากฏออกมาสักวันหนีกันไม่พ้นแน่นอน อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชนช่วยทำหน้าที่ติดตามคดีนี้ให้ถึงที่สุดด้วย
เวลาเดียวกัน คุณครูจินตนา อามระดิษ พร้อมคณะครูอาจารย์จากโรงเรียนจิตรลดา ประมาณ 10 คน เดินทางมาเยี่ยมและลงชื่อในสมุดให้กำลังใจแก่หมอมุก โดยคณะครูได้นำแผ่นลงลายมือชื่อพร้อมคำอวยพรของนักเรียนจิตรลดา รุ่นที่ 45 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.3 ในปัจจุบัน มามอบให้ พญ.พรรณกร เก็บไว้ให้ลูกสาวอีกด้วย



