
'สุวัจน์'จี้ทุกพรรคปรองดองแก้วิกฤติชาติ
'สุวัจน์' ชี้ ทางออกวิกฤตชาติ ให้ทุกพรรคชูปรองดอง-ลดขัดแย้ง ย้ำ 'ผู้นำต้องลดขัดแย้ง' ระบุ พอแล้ว 'ประชานิยม'
ขณะที่กระแสการเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นไปอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันอย่างดุเดือดจากขั้วการเมือง ที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยหลายฝ่ายกังวลว่า สถานการณ์หลังการเลือกตัง อาจมีแนวโน้มของความรุนแรง และอาจจะเกิดการบานปลายได้นั้น
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษถึงการบริหารงานของรัฐบาล ในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาว่า วัดประสิทธิภาพของรัฐบาลยาก เพราะสถานการณ์บ้านเมือง มีแต่ความขัดแย้งรุมเร้า จนถึงขั้นที่ไปรบกวนสมาธิ และเวลาของรัฐบาลต่องานบริหารประเทศ ทำให้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาและสมาธิ ไปแก้ไขปัญหาการเมือง มากกว่าสถานการณ์ของประเทศ
"หากสถานการณ์ของประเทศปกติ เราสามารถวัดกึ๋นของการบริหาร และกึ๋นของการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่พอสถานการณ์รุมเร้าเฉพาะเรื่องม็อบ เรื่องการประท้วง เลยเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว ดังนั้นถ้าจะจัดเรตติ้งในประสิทธิภาพบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจนต่าง ๆ ผมว่า เป็นสิ่งที่ประเมินยาก เพียงแต่ว่าทุกคนก็ประคองตัว เพื่อให้บ้านเมืองไปได้ เป็นเรื่องของการประคอง จึงไม่ใช่วันหรือเวลาที่จะจัดเรตติ้ง เหมือนการแข่งขันกีฬา เช่น วันนี้ตีเทนนิสเต็มที่หรือไม่ เลยวิเคราะห์ในลักษณะชี้เป้าว่าเขาดี หรือไม่ดีตรงไหนยาก" นายสุวัจน์ กล่าว
เขากล่าวถึงการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์ 2 ปีเข้ามาท่ามกลางวิกฤตช่วงเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น รัฐบาลก็ไม่ใช่รัฐบาลที่มีการจัดสรรองค์ประกอบที่เหมาะสม แต่เป็นการจัดสรรองค์ประกอบ ตามสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น กระทรวงใหญ่ไปอยู่พรรคเล็ก กระทรวงเล็กไปอยู่พรรคใหญ่ กระทรวงด้านเศรษฐกิจไปอยู่กับพรรคเล็กอะไรทำนองนี้
ทั้งนี้ เขาเห็นว่า ต่อให้คนเป็นนายกฯ เก่งแค่ไหน เมื่อโครงสร้างของรัฐบาลอยู่ในภาวะการณ์อย่างนั้น ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ลำบาก
ชี้ การบริหารของรัฐบาลชุดก่อน กับชุดปัจจุบันพอ ๆ กัน
เมื่อถามถึงในแง่ของการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ สังคมในภาวะขัดแย้ง รัฐบาลพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ รัฐบาลไหนบริหารได้ดีกว่ากัน นายสุวัจน์ กล่าวว่า การบริหารพอ ๆ กัน ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทุกคนไปใช้เวลากับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองมากกว่า ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศ
"หลังการเลือกตั้ง บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมือง ยังนำไปสู่การใช้สมาธิและใช้เวลาของรัฐบาล เราจะสูญเสียในเรื่องโอกาสด้านเศรษฐกิจของประเทศ ผมมีความเห็นว่า ควรที่จะร่วมสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้นิ่ง และรัฐบาลมีสมาธิต่อการแก้ไขปัญหาประเทศและการเมืองไม่เพี้ยน"
นายสุวัจน์ ระบุว่า เรื่องเศรษฐกิจ เราไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว โครงสร้างพื้นฐาน วันนี้เกษตรกรรมยิ่งใหญ่ที่สุด ท่องเที่ยวก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากลองนิ่ง ๆ รัฐบาลมีสมาธิ เชื่อว่า ส.ส. 500 คน ที่ประชาชนเลือกมา มีกึ๋นที่จะพาประเทศชาติไปข้างหน้า รวมถึงมีระบบข้าราชการ ระบบการบริหารประเทศของเราก็มีเฟรมเวิร์กอยู่แล้ว มันต้องการหัวหรือผู้นำเท่านั้น
นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึง นโยบายหาเสียงของ 2 พรรคใหญ่ ที่นักวิชาการมองว่า ขาดวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ เป็นแค่นโยบายหาเสียงเพื่อประโยชน์ระยะสั้นของพรรคการเมืองเท่านั้นว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ณ ขณะนี้ บรรยากาศช่วง 3 อาทิตย์ ทุกพรรคไปเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เน้นเรื่องรถไฟฟ้า ราคาพลังงาน สวัสดิการผู้สูงอายุ ค่าแรงขั้นค่ำ ราคาสินค้าเกษตร กองทุนต่าง ๆ แต่นโยบายที่ควรจะเห็นที่ชัดเจนคือ นโยบายเรื่องการยุติปัญหาความขัดแย้ง ที่ยังไม่ค่อยได้เห็น และบรรยากาศการเลือกตั้งที่ยิ่งไม่ค่อยได้เห็น
เสนอพรรคการเมือง ชูนโยบายแก้ปัญหาความขัดแย้ง
"ช่วงโค้งสุดท้ายใน 2 อาทิตย์ พรรคการเมืองควรหันมาได้แล้วว่า ทุกวันนี้ประชาชนอิ่มแล้วกับนโยบายประชานิยม ต่อไปควรอีกเมนู คือ ที่เกี่ยวกับนโยบาย ที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่า หากคุณได้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและนำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างไร" นายสุวัจน์ เสนอ
เขาบอกด้วยว่า นักวิชาการ จะมองว่า นักการเมืองมีวิสัยทัศน์ หรือไม่มีวิสัยทัศน์ ก็เป็นมุมของนักวิชาการ เพราะนักวิชาการ ก็มักที่จะให้ความเห็นต่อนักการเมือง ขณะที่นักการเมือง ไม่ค่อยได้ให้ความเห็นกับนักวิชาการ เป็นเวทีสาธารณะ
"ผมเห็นว่า ต่อจากนี้ไป การให้ความเห็นหรือนโยบายของพรรคการเมืองควรหันมาเรื่อง ช๊อตที่ 2 คือ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จะหยุดขั้ว สลายสี ให้บ้านเมืองกลับสู่ปกติ" นายสุวัจน์ กล่าว
ต่อข้อถามที่ว่าที่ผ่านมาแต่ละพรรคก็นำเสนอว่าจะปรองดอง สมานฉันท์ อยู่ตลอด นายสุวัจน์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นชัดเจน แต่ละพรรคต้องนำเสนอการปฏิบัติที่ชัดเจนเช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาไปฟังพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พูดเรื่องหยุดขั้ว สลายสี สามัคคีพี่น้องไทย ได้บอกวิธีปฏิบัติเป็นข้อ ๆ ใครจะคิดอย่างไร อย่างน้อยพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ได้นำเสนอไปแล้ว ที่จริงทุกพรรคก็ควรนำเสนอแบบนี้ แล้วให้ประชาชนนำมาเปรียบเทียบกันดูเพื่อตัดสินใจ
ส่วนกรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนา ชูนโยบายปรองดอง ด้วยนายกฯ ปรองดอง ให้พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคมาเป็นผู้นำ ขณะที่พรรคเพื่อไทย ชูแนวทางเจรจากับทหารคู่ขัดแย้งการเมืองและนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เห็นอย่างไร นายสุวัจน์ กล่าวว่า การชูคนหนึ่งคนใดเป็นนายกฯ ไม่ใช่นโยบาย เพราะนโยบายคือ มาตรการต่าง ๆ เช่น บอกว่าจะปรองดอง แก้ไขปัญหาความแตกแยก เราคิดว่า เราต้องนำเสนอว่า จะดำเนินการอย่างไรบ้างในกระบวนการยุติธรรม จะมีมาตรการเยียวยาแบบไหน จะแก้ไขระเบียบหรือกฎที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งต้องนำเสนอให้ชัดเจน ส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น เขามองว่า เป็นเพียงท่าที
“อย่างวันนี้ ควรมีการจัดเวที มาพูดเรื่องนโยบายการยุติความแตกแยกของคนในชาติ นโยบายปรองดอง พูดให้ชัด เอาหัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาพูดกัน ให้ชัดว่า มีมุมมอง หรือมีวิธีการอย่างไร จัดสิ อย่างนี้ดี ส่วนเรื่องนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจนั้น ผมว่าพอแล้ว อิ่มแล้ว” นายสุวัจน์ กล่าว
นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่แต่ละพรรคไม่ยอมกัน พยายามนำเสนอนโยบายเศรษฐกินแบบเกทับ บลัฟกันตลอดเวลานั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละพรรค หากพูดแบบนักวิเคราะห์วันนี้หากให้นโยบายด้านเศรษฐกิจ ประชาชนจะรับน้อย แต่หากไปให้อะไรใหม่ๆ แล้วจะได้เปรียบ โดยเฉพาะนโยบายลดความขัดแย้ง
ต่อข้อถามที่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ได้อยู่ในวงของความขัดแย้ง นายสุวัจน์ กล่าวว่า เราจะรู้ได้อย่างไร เขามองว่า แม้ไม่ได้อยู่ในวงจร แต่พวกเขาเห็นปัญหาประเทศเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้น ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งประเทศ
"ยามที่ชาติบ้านเมืองไม่ดี มีความแตกแยก คนไม่มาลงทุน ทุกคนได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เช่น ถ้าเขาไม่ซื้อสินค้าเรา ทุกคนได้รับผลกระทบ มันเป็นค่าเฉลี่ย ดังนั้น พรรคควรนำเสนอชัดเจนใน 2 ประเด็น ทั้งลดความขัดแย้งและแก้เศรษฐกิจ
เขาบอกด้วยว่า ในใจ อยากฝากความหวังให้รัฐบาลชุดหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความขัดแย้ง อยากให้แก้ไขความขัดแย้งมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเศรษฐกิจนั้น โดยพื้นฐานประเทศไทยดีมาก ๆ เอาง่ายๆ
นายสุวัจน์ กล่าวว่า เราทะเลาะกันมา 3 ปี จีดีพี ตั้ง 5-6 เปอร์เซ็นต์ มีประเทศไหนในโลกบ้าง ที่วัน ๆ เอาแต่ทะเลาะกัน แต่จีดีพีสูง 5-6 เปอร์เซ็นต์ นี่หากเราดีกันเป็นทีมเวิร์กกัน เชื่อว่า เป็นดับเบิ้ลจีดีพีแน่นอน กลายเป็นเศรษฐกิจยุคน้าชาติ (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ) จีดีพี 12-13 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะโครงสร้างด้านเกษตรเข้มแข็งมาก เกษตรแพงขึ้น 3-4 เท่า มันสำปะหลังก่อนหน้านี้ราคา 80 สตางค์ แต่ตอนนี้ 3 บาท ปาล์ม 2 บาท วันนี้ 7 บาท ดังนั้น ตัวเลขจึงไปขับเคลื่อนรายได้ของเกษตรทำให้จีดีพีสูง พอเกษตรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่จน คนทั้งประเทศก็ไม่จนอยู่แล้ว
ชี้ การเมืองนิ่ง ศก.โตแน่
“หากขัดแย้งจบ เศรษฐกิจของประเทศก็โตอัตโนมัติ เพียงแต่ทุกคนชะลอ ต่อยไม่เต็มหมัดเพราะดูเรื่องการเมืองเท่านั้น ลองการเมืองนิ่ง เสียงทะเลาะไม่ดังออกไปนอกบ้าน เมืองไทยรวยเละเลยหละ” นายสุวัจน์ กล่าว
เขายังกล่าวถึง หน้าตาของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้าว่า ต้องหาบุคคลที่เหมาะสม จะให้เพี้ยนแบบเดิมคงไม่ได้
ส่วนกรณีที่หากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำตั้งรัฐบาลจริง มองว่า จะมีบุคลากรที่ได้รับความยอมรับ มาเป็นคณะรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายสุวัจน์ เห็นมองว่า เขาต้องมีบุคคลที่มีความเหมาะสม และเกิดการยอมรับอยู่
ต่อข้อถามที่ว่าหลายฝ่ายประเมินว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำคนเสื้อแดงอาจได้รับการปูนบำเหน็จ นั่งเป็นรัฐมนตรีนั้น นายสุวัจน์ ย้อนถามว่า แล้วจะกลัวอะไร แต่เขามองว่า พรรคเพื่อไทยต้องเลือกบุคคลที่เหมาะสม และมีบุคคลที่น่าจะเหมาะสมกว่าอยู่



