ข่าว

เกาะติดสนามเลือกตั้ง-ยิ่งเปิดยิ่งทำให้ตัดสินใจง่าย

เกาะติดสนามเลือกตั้ง-ยิ่งเปิดยิ่งทำให้ตัดสินใจง่าย

24 มิ.ย. 2554

หากจะบอกว่า การปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์เย็นวันที่ 23 มิถุนายน ที่สี่แยกราชประสงค์ มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยก็พอจะพูดได้ แต่ก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำนัก

 คำปราศรัยพร้อมภาพที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดฉากเริ่มการปราศรัยนั้น กลายเป็นคนชุดดำพร้อมอาวุธที่เดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงโดยที่คนในที่ชุมนุมไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติ

 เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์นำหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายมาแสดง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความรุนแรง ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง

 เพียงเท่านี้ก็ทำให้รับรู้ถึงความรู้สึกของบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง ที่ปัจจุบันหลายคนกลายเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทย

 โดยเฉพาะ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ออกทีวี-ให้สัมภาษณ์ ทั้งเรียกร้อง ทั้งประณาม การตัดสินใจเลือกใช้พื้นที่สี่แยกราชประสงค์เป็นสถานที่ปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์

 ณัฐวุฒิถึงขั้นบอกว่า ได้ข่าวว่า จะมีใครก็ไม่รู้เอาระเบิดไปขว้างใส่บริเวณที่ปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์

 หากวิเคราะห์ด้วยกรรมวิธีข่าวกรอง "ข่าว" ที่ณัฐวุฒิระบุนั้น อาจะเป็นเพียงเศษกระดาษ หรือลมร้อนพัดผ่านหู

 แต่คำถามคือว่า ณัฐวุฒิ ต้องการที่จะสื่อถึงข่าวที่ได้มา หรือพยายามจะบอกอะไรกับผู้คนในสังคม

 ขณะที่ ธิดา ผู้เป็นมันสมองของแกนนำคนเสื้อแดงและปัจจุบันรักษาการประธาน นปช.นั้น ออกแนวประณามการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่า พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่เหล่าวีรชนคนเสื้อแดงเสียชีวิต

 โดยที่ธิดาก็ไม่ได้ใส่ใจ "เสียง" หรือ "ความเห็น" ที่แตกต่างว่า เหตุของการเสียชีวิตนั้น เพราะมีคนตั้งใจมายิง หรือมีใครชักชวนให้มาเพื่อเสียสละเพื่อคนอื่น และการเปิดเผยข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์นั้นอาจมีข้อมูลใหม่เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

 แม้กระทั่ง จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนสำคัญของ นปช.ถึงกับเขียนจดหมายจากคุก ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

 "จากใจนายจตุพร ถึงนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี" คือหัวจดหมายของจตุพร

 ส่วนเนื้อหานั้นเป็นเหตุรุนแรง ชายชุดดำ รวมทั้ง 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม เหมือนอย่างที่เคยอภิปรายตอบโต้กันในสภามาแล้ว

 ตอนท้ายของจดหมาย จตุพรระบุว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

 ซึ่งหากเป็นเช่นที่จตุพรพูด ก็ขอให้ต่อสู้จนถึงที่สุด อย่าได้ใช้เอกสิทธิ์ใดๆ เหมือนที่เคยใช้มาก่อนเลย

 การออกมาเต้นของแกนนำ นปช.นี้ ก็ต้องนับรวมไปถึง ขวัญชัย ไพรพนา หรือ ขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร อีกหนึ่ง แกนนำคนสำคัญของ นปช. ที่พาคนเสื้อแดงไปชุมนุมหน้ากองทัพในช่วงเช้าวันที่ 10 เมษายน 2553

 ขวัญชัยแสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า "คนไทยทั่วประเทศคงจะวิตกกังวลเหมือนกัน เพราะการปราศรัยที่ราชประสงค์ ยังมองไม่เห็นภาพบวกเลย มีแต่ความหวาดเสียว หวั่นวิตกของประชาชน แม้แต่นักธุรกิจย่านนั้น นักวิชาการ และคนในแวดวงการเมือง ต่างก็ออกมาคัดค้านการปราศรัย"

 ไม่น่าเชื่อว่า ในวันที่ฝ่ายตรงกันข้ามจะไปใช้พื้นที่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงยึดเป็นที่ชุมนุมนานนับเดือนบ้าง ขวัญชัยกลับมองเห็นความเดือดร้อนของคนที่ทำมาหากินในบริเวณนั้น

 แต่กับจังหวะที่คนเสื้อแดงชุมนุนนานนับเดือน ขวัญชัยเองก็เป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมด้วยในวันนั้น กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใยต่อความเดือดร้อนของคนในย่านราชประสงค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 ความจริงเรื่องนี้หากว่า แกนนำ นปช.เห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ลองจัดเวทีลักษณะนี้ เพื่อชี้แจงตอบโต้ด้วยข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่บ้าง เพื่อเปิดหูเปิดตาประชาชนบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย

 เพราะข้อมูล-ข้อเท็จจริงนี่แหละ ที่จะทำให้ประชาชนที่โพลล์ทั้งหลายระบุตรงกันว่า ยังมี 30-40% ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครไปเป็นรัฐบาล