
เงินสะพัดดันยอดขายมาม่า5เดือนพุ่ง10%
ยอดขายมาม่ายังพุ่ง 5 เดือน เติบโตแล้ว 10% จากกำลังซื้อเพิ่ม เชื่อเงินสะพัดเลือกตั้งดันยอดโตทั้งปีไม่ต่ำกว่า 8 พันล้าน พร้อมส่งมาม่าราเมงหวังเจาะตลาดพรีเมียม ขณะที่สินค้าเครือสหพัฒน์ตั้งเป้าทั้งปีโกย 2.5 หมื่นล้าน
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมายอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคของเครือสหพัฒน์ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเติบโตแล้ว 9.9% เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวดีและกำลังซื้อที่มีมากขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะยังเติบโตต่อเนื่องจากบรรยากาศการเมืองและเงินที่สะพัดในช่วงเลือกตั้ง ทั้งปีตั้งเป้ายอดขายกลุ่มบะหมี่สำเร็จรูปเติบโต 10% จากปีก่อนที่มียอดขายเกือบ 8,000 ล้านบาท ส่วนสินค้าในเครือน่าจะเติบโตได้ 10-15% หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า กล่าวว่า แม้ต้นทุนในการผลิตจะยังสูงทั้งแป้งสาลีที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 50% และน้ำมันปาล์มที่ปรับตัวสูงมากจากกิโลกรัมละ 29 บาทเป็น 68 บาทช่วงต้นปีและปรับลดลงมาเหลือ 40-42 บาทปัจจุบัน แต่มาม่าก็ยังไม่ปรับราคาขายจากปัจจุบันซองละ 6 บาท แต่ยอมสูญเสียกำไรและหันไปลดต้นทุนด้านอื่นๆ แทนเช่น ค่าขนส่ง
“จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมากทำให้เพียงเดือนเดียวกำไรของมาม่าหายไปประมาณ 70 ล้านบาท แต่มองว่าระยะต่อไปราคาน้ำมันปาล์มจะลดลง ส่วนแป้งสาลีนั้นทางบริษัทมีโรงงานผลิตเองแล้ว ส่วนโรงงานปาล์มอยู่ระหว่างศึกษา คาดสรุปได้ภายใน 2 ปี โดยหลังจากสั่งเครื่องจักรเข้ามาใหม่ก็น่าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้จากวันละ 6 ล้านซอง เป็น 7 ล้านซองในปีหน้า”นายพิพัฒกล่าว
นอกจากนั้น ในอนาคตบริษัทตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งตลาดมาม่าคัพเพิ่มจาก 20% ในปัจจุบันเป็น 40% สะท้อนถึงกำลังซื้อและรายได้ที่ดีขึ้นของผู้บริโภค และเพื่อขยายตลาดกลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลุ่มพรีเมียมให้เติบโตขึ้นจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.5% ของมูลค่าตลาดรวม 1.2 หมื่นล้านบาท บริษัทได้เปิดตัวมาม่า ราเมง บะหมี่เส้นอบสไตล์ญี่ปุ่น 2 รสชาติ เริ่มวางขายแล้วที่ร้านสะดวกซื้อ ในราคาซองละ 15 บาท และจะใช้งบทำตลาดทั้งสิ้น 40 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยายตลาดพรีเมียมได้ 2-3% ภายในปี 2555



