
นโยบายประชานิยมจะล่มจมทั้งประเทศ
จากเหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นและมีทีท่าว่าจะบานปลายขยายตัวออกไปอีกที่ประเทศ กรีซ และมีโอกาสลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่ม อียู อันมีสาเหตุจาก การล่มสลายลงทางเศรษฐกิจ ทำให้ผมได้ฉุกคิด
แล้วหันกลับมามองสถานการณ์ในบ้านเมืองของเรา ที่มีบรรยากาศโดยรวมคล้ายคลึงกับช่วงเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนส่วนใหญ่ยังระมัดระวังในการใช้จ่ายกันอยู่ เพราะไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงสภาวะทางเศรษฐกิจในอนาคต ที่ปัจจัยลบต่างๆ ยังคงค้างคาอยู่มากมาย จนทำให้ “กูรู” ( หรือ “กูอยากรู้”) ทั้งหลาย ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าหลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถแสวงหาจุดร่วมบนความแตกต่างที่ทุกฝ่ายจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ และเศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้งจะถดถอยหรือฟื้นตัว
ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง รัฐบาลมัวแต่เล่นเกมทางการเมือง จนลืมนึกถึงปัญหาปากท้องและลืมคิดไปว่าในเมื่อทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายต่อหลายประเทศต่างพากันรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะบรรดานโยบาย “ประชานิยม” ต่างๆ รวมทั้งพากันเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” ระลอกใหม่
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว “ไทย” ที่เศรษฐกิจทั้งระบบพึ่งพาอยู่กับการส่งออก จะส่งอะไรไปขาย ในเมื่อไม่มีกำลังซื้อในตลาดโลกหรือกำลังซื้อที่เดิมเคยมีกำลังหดตัวลง อย่างไรก็ดีบรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล (รักษาการ) อาจจะรู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ จึงไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเตรียมการรับมืออย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ในทางตรงกันข้ามกลับใช้งบประมาณซื้อเสียงผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบต่างๆ ในลักษณะนโยบาย “ประชานิยม” แบบสุดกู่ โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ขอเพียงแค่มีชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้นก็พอ ส่วนปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมานั้น เอาไว้ค่อยคิดหาหนทางแก้ไขในอนาคตแบบ “ไปตายเอาดาบหน้า” ใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็รับภาระหาเงินไปใช้หนี้กันเอาเองตามยถากรรมก็แล้วกัน
เมื่อ “ดูหนังดูละครแล้วย้อนกลับมาดูตน” รัฐบาล “ไทย” ชุดใหม่ควรศึกษาเรียนรู้วิกฤติการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ “กรีซ” ที่โครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองมีอันต้องล่มสลายลง เนื่องมาจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายลด แลก แจก แถมในรูปแบบ “ประชานิยม” นอกจากนั้น นโยบายทางเศรษฐกิจของ “กรีซ” ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาทางโครงสร้าง ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการแบบจริงจังในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังดิ่งลึกลงเหวไปทุกขณะ นอกเหนือไปจากนโยบายการตัดลดงบประมาณรวมไปถึงการปรับลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนการตัดลดผลประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐเคยจัดทำขึ้นในรูปแบบสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้กลับไม่มีแผนฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
การล่มสลายลงของเศรษฐกิจ “กรีซ” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ “ไทย” ควรที่จะต้องเรียนรู้และนำมาปรับปรุงแก้ไข เพราะนอกจาก ความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐแล้ว ยังถูกซ้ำเติมด้วย ปัญหาคอรัปชั่น ทั้งแบบทางตรง, ทางอ้อม และที่แฝงอยู่ในนโยบายของรัฐที่แทรกตัวอยู่ในทุกระบบ รวมไปถึง นโยบายการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยผ่านนโยบาย “ประชานิยม” ที่คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการซื้อเสียง สิ่งต่างๆ ที่ได้เอ่ยมาเหล่านี้แหละครับดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาทางโครงสร้างที่ยังคาราคาซังอยู่
ดูไปดูมา “รัฐบาลกรีซ” ก็ไม่ต่างอะไรจาก “รัฐบาลไทย” ในช่วงนี้ที่กำลัง เผชิญกับทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคม และวิกฤติทางการเมือง (แบบรับศึกหนักทุกด้านพร้อมกัน) รอเพียงแค่เวลา “ฝีแตก” เท่านั้น ซึ่งในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวายในทุกภาคส่วนดังเช่นทุกวันนี้ ผมต้องสารภาพตามตรงครับว่ามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งและไม่อยากให้ “ไทย” มีอันเป็นไปเหมือน “กรีซ” ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



