
สื่อคนทรงเจ้า
ในงานประชุมใหญ่วิชาการและวิชาชีพสื่อมวลชนระดับชาติประจำปี 2554 มีการจัดวงเสวนา อนาคตสื่อไทย : ความท้าทายภายใต้รัฐ ทุน และเทคโนโลยี ผมไม่ได้ไปฟังที่โรงแรมใหญ่แถวพัทยา ได้แต่ตามอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์
หลายความคิดเห็น มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างมุมมองของ ฐากูร บุนปาน กรรมการและผู้จัดการทั่วไปบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์อนาคตสื่อไทยว่า สิ่งที่ไม่น่าห่วงเลยคือรัฐ ต่อไปรัฐจะเล็กลงเรื่อยๆ อำนาจในการควบคุมน้อยลง หากมองเป็นกราฟรัฐจะลดลง สื่อจะเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไม่ยอมให้รัฐทำแบบเดิม
ผมเห็นด้วย เนื่องจากสมัยรัฐบาลทักษิณ ได้เปิดช่องให้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ในลักษณะใบอนุญาตชั่วคราว จึงทำให้คลื่นชุมชนเบ่งบาน พร้อมกับการแตกตัวของเคเบิลบ้านนอก และทีวีดาวเทียมนับร้อยช่อง
"ทักษิณ" ก็คาดไม่ถึงว่า ทีวีดาวเทียมจะมีพลานุภาพปลุกระดมมวลชนให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลกว่า 300 เสียง อันนำไปสู่ขบวนผ้าป่าสามัคคีกัน "ล้มทักษิณ" ในท้ายที่สุด
แม้อดีตนายกฯ ทักษิณ จะใช้สื่อในเครือข่ายชินคอร์ปและสื่อรัฐ เข้าต่อกรกับสื่อฝ่ายโค่นระบอบทักษิณ แต่มิทันการณ์ เพราะผลสะเทือนจากคลื่นความถี่ดาวเทียม มันแรงเกินกว่าทักษิณคาดคิดไว้
คณะรัฐประหาร 19 กันยายน ก็ไม่คิดว่า วิทยุชุมชนนั้นมีศักยภาพเหนือว่าสถานีวิทยุของหน่วยงานภาครัฐ ที่เคยแสดงบทบาท "ต้านภัยคอมมิวนิสต์" สมัยสงครามเย็น
ฝ่ายทหารผู้ยึดอำนาจได้นำเอา "ยุทธวิธีจัดตั้งมวลชน" มาใช้ผ่านเครือข่าววิทยุ กอ.รมน. แต่ก็ล้าสมัยไม่อาจสู้กับแนวรบออนไลน์ และวิทยุชุมชนของฝ่ายคนรักทักษิณได้
รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เจอฤทธิ์ทีวีดาวเทียมสองปีซ้อน และปรากฏการณ์ "จานดำ-จอแดง" นั้นเชี่ยวไหลราวน้ำป่า รุนแรงกว่าเมื่อครั้งเกิดปรากฏการณ์ "จานทึบ-จอเหลือง"
ถึงวันนี้ "นิวส์มีเดีย" จะระบาดในกลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ แต่มันยังไม่หยั่งรากลึกในพื้นที่ชนบทหรือชุมชนเมืองได้เท่ากับวิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียม
ด้วยเหตุนี้ บริษัทธุรกิจการเกษตรจึงอาศัย "แบรนด์คนเสื้อแดง" ทำทีวีดาวเทียมเพื่อเกษตรกร หรือบริษัทขายยาสมุนไพรจีน ก็เปิดตัวทีวีดาวเทียม ที่มีคอนเทนท์คล้ายจอแดง และโฆษณาอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นทีวีของคนเสื้อแดง
วิทยุและทีวีภาครัฐ นับวันจะถูกทิ้งให้กระจายเสียงอย่างเปล่าดาย โดยไม่มีผู้บริโภคคนใดสนใจ
นักสื่อสารมวลชนบางคน อาจวิตกกังวลกรณีการครอบงำสื่อด้วยทุน หาก "พรรคเพื่อไทย" ได้เป็นรัฐบาลเหมือนสมัยที่พรรคไทยรักไทยครองอำนาจ
แต่หากมองสภาพการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบัน มันยากที่รัฐบาลชุดใดจะเข้ามา "ควบคุมสื่อ" เหมือนยุคสงครามเย็น
ที่น่ากลัวกว่ารัฐคือ กลุ่มทุนที่กำลังสนุกสนานกับการเล่น "เกมตลาดทีวีดาวเทียม" ซึ่งคาดหมายว่า กว่าการคัดสรร "กสทช." จะเสร็จสิ้น ทุนใหญ่ก็ยึดพื้นที่สื่อใหม่ไปกว่าครึ่งค่อนของตลาดแล้ว
ผมชอบคำพูดของ ฐากูร บุนปาน ที่ว่า "อิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่ ไม่มีใครคุมใครได้ เหมือนเซลล์ที่กระจายแต่ไม่ได้จัดตั้ง อาจกลายเป็นดาบสองคม"
โดยเฉพาะยุคสมัย "สื่อคนทรงเจ้า" ครองเมือง เราจึงเห็นผู้บริโภคสื่อ มีพฤติกรรมดั่ง "สาวกซาตาน" ที่ถูกสะกดจิตด้วยมนต์ดำ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
อีกด้านหนึ่งของสื่อสายพันธุ์นี้ จึงไม่ต่างอะไรกับ "สื่อสีเทา" ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยการภาพที่ปรากฏ "หน้าจอ" กับ "หลังจอ" จะแตกต่างกันราวเรื่องของเทพกับมาร
ตราบใดที่สังคมไทย ยังอุดมไปด้วยสื่อคนทรงเจ้า ก็อย่าหวังจะได้เห็น "วัฒนธรรมประชาธิปไตย" งอกงามบนแผ่นดินนี้!



