
การเมืองหลังเลือกตั้ง
คงเป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศใดก็ตามย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การลงทุน สังคม และความมั่นคงของประเทศนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ใกล้ตัวก็คือเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของเรา
ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และลาว ทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวหน้าไปไกล ทั้ง ๆ ที่บางประเทศออกสตาร์ทช้ากว่าไทยตั้งเป็นสิบปี ในขณะที่ประเทศไทยเองซึ่งเคยเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจในหมู่อาเซียน ได้กลายเป็นดาวที่โรยราลงไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญก็มาจากการเมืองที่ขาดเสถียรภาพของบ้านเรา ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งระยะเวลา 6-7 ปีนี้ นานพอที่จะทำให้ประเทศไทยเดินถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ
การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม ที่จะมาถึงนี้ นอกจากจะเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ประชาชนเพื่อเลือกสรรผู้แทนและพรรคการเมืองที่คนส่วนใหญ่ต้องการแล้ว ยังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประเทศไทยในการที่จะกลับคืนสู่สนามแข่งขันทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน หรือจะยังคงวุ่นวายอยู่กับการทะเลาะเบาะแว้งและทำร้ายตัวเองโดยปล่อยให้ประเทศอื่นๆ แซงหน้าไปถึงไหนๆ และยังทำให้พอจะมองออกได้ว่าเราจะรักษาความเป็นประเทศแถวหน้าของอาเซียนไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง หรือจะลดฐานะตัวเองลงมาเดินตามหลังประเทศสมาชิกอื่นๆ เมื่ออาเซียนกำลังจะเป็นประชาคมเดียวในปี 2558 ทั้งนี้ทั้งนั้น คำตอบเหล่านี้ก็อยู่ที่ตัวของคนไทยทุกคนนี่แหละครับ ดังนั้น สิ่งแรกที่เราพึงจะต้องทำก็คือการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม กันให้เยอะๆ เพื่อแสดงเจตจำนงของเราต่อคนที่คิดว่าใช่และพรรคการเมืองที่ชอบ
แต่สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และยอมรับการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ โดยคำนึงถึงความสงบสุขและผลประโยชน์ของบ้านเมืองยิ่งกว่าการที่จะเอาชนะคะคาน เพื่อให้การเมืองของไทยมีเสถียรภาพและเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ต่อไป
ระยะเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ให้บทเรียนที่เจ็บปวดแก่ประเทศไทยและคนไทยอย่างมากมายเกินพอเพียงแล้ว ว่าการเล่นการเมืองนอกสภา การเมืองใต้ดิน การเมืองแบบม็อบชนม็อบ หรือการเมืองนอกระบบนั้น ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตผู้คนและทรัพย์สิน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการสูญเสียโอกาสต่างๆ ไปมากมายมหาศาลเพียงไร ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่มีคนที่มีจิตใจปกติดีคนไหนอยากเห็นความสูญเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเมืองไทยของเราอีกและช่วงเวลาหลังจากการเลือกตั้งคราวนี้ ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเยียวยาบ้านเมือง ไม่ใช่ซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลงไปกว่านี้ และไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ พรรคการเมืองนั้นก็ควรจะได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเต็มความสามารถ โดยไม่มีการเจาะยาง หรือใช้วิชามารจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ผมยังไม่ฝันไปไกลถึงขั้นที่จะเห็นพรรคการเมืองสองฝ่ายจับมือปรองดองกัน ขอเพียงแค่วางมือไว้เฉยๆ โดยไม่หยิบมีดมาแทงข้างหลังกันและกัน เพียงแค่นี้ก็พอที่จะมองเห็นอนาคตของประเทศไทยได้รำไรแล้วล่ะครับ



