
รัฐศาสตร์มธ.จับมือNGOใช้นิวมีเดียจับตาลต.
รัฐศาสตร์ มธ. จับมือ เอ็นจีโอ ใช้นิวมีเดียจับตาเลือกตั้ง กกต. เผยรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านเฟซบุ๊ค 60 กว่าเรื่อง วอนมวลชนช่วยใช้สังคมโซเชียลมีเดียส่งข้อมูล ปูดโคราชเตรียมเงิน ห้าสิบล้านบาท ซื้อแปดหมื่นเสียงหวังดันลูกชายเป็นส.ส.แล้ว
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 23 มิ.ย.คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ "Thai Election Watch" ได้จัดเสวนาเรื่อง "ระหว่างรัฐ ผู้สังเกตการณ์ต่างชาติ และสื่อมวลชน : การใช้สื่อใหม่สอดส่งการเลือกตั้ง” โดยมีนายกิตติ ประเสริฐสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการบริหารกลาง นางสมศรี หาญอนันทสุข ผอ.บริหารเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี( ANFREL) นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย( TPD )และนายแมกซ์ กรองปิง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา
นายสมชาติกล่าวว่า กกต.ได้ออกระเบียบกกต.ว่าด้วยข้อปฏิบัติและข้อห้ามในการหาเสียงขึ้นมา และขอเชิญพรรคการเมืองมาลงนามในพันธะสัญญาเรื่องการเลือกตั้งสมานฉันทร์ที่มีรายละเอียด 6 ข้อแต่บางพรรคได้รับผลจากพันธะสัญญานี้ ตนคิดว่ามีการละเมิดพันธะสัญญานี้พอควร โดยกกต.ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้คือการป้องกันและการหาข่าว การปราบปรามที่มีชุดเคลื่อนที่เร็วจังหวัดละสี่ชุด การสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่มีทั่วประเทศโดยมีเจ้าหน้าที่สามคนต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง
“โดยเฉพาะกรณีที่มีข่าวในจ.ศรีษะเกษและบุรีรัมย์ก็มาจากข้อมูลของหน่วยเคลื่อนที่แล้วและเอ็นจีโอที่ให้ข้อมูลเข้ามา เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ส่วนสิ่งที่กกต.ทำนอกเหนือจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมาคือ การให้ความสำคัญกับการได้ตัวคนผิดมากขึ้นและการข่าวต้องชัดขึ้น และยังใช้สื่อใหม่คือเฟซบุ๊คของกกต.ที่รับแจ้งข้อมูลแล้วหกสิบกว่าเรื่อง เพราะจะรู้ข้อมูลและมีหลักฐานในการสอบสวนต่อการให้ใบเหลืองและใบแดงทันที เพราะการหาเสียงครั้งนี้มีความรุนแรง การขัดขวางการหาเสียง และการฆาตกรรม สิ่งเหล่านี้ท้าทายแต่ควรดูอำนาจของกกต. ประกอบด้วย”นายสมชาติกล่าว
ต่อมานางสมศรีกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สังเกตการณ์หกสิบคนจากยี่สิบสี่ประเทศ และเป็นการสอดส่องและสังเกตการณ์ในไทยครั้งที่สี่แล้ว โดยแสดงตัวเพื่อดูว่าจะกล้าซื้อเสียงและตะลุมบอนหรือไม่ โดยการสังเกตุการเป็นแบบแสดงตัวและสันติวิธี ซึ่งเรื่องนี้เคยทำสำเร็จในเนปาล แต่ขอให้กกต.ช่วยออกบัตรสังเกตการณ์ให้เร็วขึ้นด้วย การสังเกตการณ์เลือกตั้งในไทยนั้นมีการลงพื้นที่ในไทยกว่าสองสัปดาห์แล้ว และสื่อมวลชนมีความสำคัญ โดยในส่วนของไทยนั้น สิ่งดีๆก็ได้นำเสนอและสิ่งด้านมืดก็เสนอไป เช่นซื้อเสียง
นายอรรถสิทธิ์กล่าวต่อว่า เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย( TPD )ที่จะมีการจัดทัวร์นักโกงเมือง และขอให้ติดตามจากเว็บไซต์ของเครือข่ายฯ โดยเริ่มที่อีสานตอนกลาง แต่การส่งข้อมูลยังไม่เพียงพอ จึงต้องจับตานักการเมืองเหล่านี้ต่อ แต่เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาข้อมูลของเครือข่ายฯไม่รู้จะได้ผลหรือไม่เพราะบางคนเลือกข้างไปแล้ว เครือข่ายฯมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นแบบไทยๆหรือสากล เมื่อมีผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติจะทำให้การเลือกตั้งสุจริตและการเมืองนุ่มนวลขึ้น เครือข่ายฯจะจับตาช่วงเลือกตั้งและผู้ที่จะมาเป็นส.ส.ที่ต้องจับตาเรื่องร้องเรียนและการทำงาน จึงต้องสื่อสารออกไป ปัญหาคือประชาชนจะเห็นประโยชน์อย่างไร
"ทุกคนควรรายงานความไม่ปกติการเลือกตั้ง ตอนนี้มีข่าวจากอาสาสมัครว่า บิดาผู้สมัครส.ส.บางคน เตรียมเงินซื้อเสียงห้าสิบล้านบาทเพื่อให้ได้แปดหมื่นเสียงก็ชนะแล้ว และจะไปต่างประเทศแล้ว หากมีข้อมูลแบบนี้เครือข่ายฯและ” Thai Election Watch” ร่วมกันรายงาน สังคมจะจับตามากขึ้น เมื่อมีการรวมข้อมูลกันไว้ พฤติกรรมของส.ส.จะเปลี่ยนไป"นายอรรถสิทธิ์กล่าว
ต่อมานายแมกซ์กล่าวว่า ความพยายามของ” Thai Election Watch” ที่รับทุนจากสกว.และเป็นอาสาสมัครจะเสริมให้การเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์ จึงขอให้มวลชนมาช่วยสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ โดยส่งข้อมูลไปให้ www.anfrel.net <http://www.anfrel.net/>และ www.thaielectionwatch.net รวมทั้ง สื่อต่างๆ เช่นเอสเอ็มเอสไปที่เบอร์โทร 088-876-5768, อีเมล์ไปที่ [email protected], ทวิตเตอร์ไปที่ #thaielectionwatch ส่วนวิธีแยกข้อมูลเท็จและจริงที่จะแจ้งเข้ามานั้นจะมีอาสาสมัครกลั่นกรอง รวมทั้งเช็กข้อมูลจากมวลชนจากหลักฐานอื่นๆประกบกันไป ตรงนี้เปิดโอกาสให้แหล่งข้อมูลที่ไม่เคยใช้ช่องทางนี้ให้ข้อมูล คือประชาชนได้มีช่องทางสื่อสารข้อมูลเพิ่มเข้ามาแบบทันท่วงทีและจะจัดกลุ่มข้อมูลจากพื้นที่ต่างๆได้เลย
นายแมกซ์กล่าวอีกว่า แผนที่ประเทศไทยในการเลือกตั้งนั้น เมื่อมีรายงานเข้ามา ก็ควรตรวจตราพื้นที่นั้นๆ ตอนนี้มีรายงานเข้ามาเจ็ดสิบกว่าครั้ง โดยกทม.รายงานมาแล้วสิบเจ็ดครั้ง และยังแบ่งประเภทความรุนแรงเข้ามาด้วย เช่นทำร้ายและขู่เข็น มันเห็นชัดว่า การเลือกตั้งนั้นประเทศไทยมีปัญหาตรงไหน เพราะกลุ่มเป้าหมายที่โดนทำร้ายคือหัวคะแนนไม่ใช่ผู้สมัครส.ส.



