ข่าว

แม่อุ้มบุญในแดนภารต (4)

แม่อุ้มบุญในแดนภารต (4)

23 มิ.ย. 2554

การที่ศูนย์แม่อุ้มบุญของดอกเตอร์นัยนา ปาเทลเริ่มตรวจเข้มประวัติของผู้หญิงที่อาสามามาเป็นแม่อุ้มบุญก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เจตนา

ดังกรณีของแม่อุ้มบุญวัย 42 ปีผู้หนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้หญิงอายุมากที่สุดที่อาสาเข้ามารับงานนี้ ศูนย์เพิ่งมาพบทีหลังว่าเธอมีลูกสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคจิตประสาทอย่างแรง

 "เธอมาที่ศูนย์ตอนที่อาการป่วยทางจิตของลูกสาววัยรุ่นเริ่มแสดงอาการ ด้วยความหวังดี พยาบาลคนหนึ่งซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกันได้ออกปากชักชวนให้เธอเป็นแม่อุ้มบุญ แรกๆ เธอปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็ยอมรับเพราะอยากได้เงินเป็นค่ารักษาลูกสาว"

 กรณีของแม่อุ้มบุญรายนี้กลายเป็นชนวนการถกเถียงกันว่าหญิงที่มีร่างกายบกพร่อง มีลูกป่วยทางจิตประสาทสมควรจะให้รับงานนี้หรือไม่

 อีกปัญหาหนึ่งที่จะต้องมีการตัดไฟแต่ต้นลมก็คือการป้องกันไม่ให้แม่อุ้มบุญเกิดอารมณ์ผูกพันกับลูกที่มาจากน้ำเชื้อของชายอื่นที่ไม่ใช่สามี กรณีนี้ดอกเตอร์นัยนาเผยว่าได้หาทางป้องกันแต่เนิ่นๆ แล้ว

  "ในสัญญามักจะระบุชัดว่าต้องยกเด็กให้ครอบครัวที่จ้างอุ้มบุญทันทีที่เด็กคลอด ซึ่งศูนย์เองก็รักษาสัญญานี้อย่างเคร่งครัด ถึงขนาดแทบไม่เคยมองด้วยซ้ำไปว่าเป็นเด็กผิวดำหรือผิวขาว เป็นเด็กปกติครบ 32 ประการหรือผิดปกติ ศูนย์นี้มีหน้าที่ต้องรีบส่งเด็กให้พ้นไปทันทีเท่านั้น"
 
 อย่างไรก็ดี แม่อุ้มบุญคนหนึ่งเผยว่า ปกติแล้วพวกเธอแม่อุ้มบุญไม่เคยได้ดูหรือได้อ่านสัญญาด้วยซ้ำไป เนื่องจากทำเป็นภาษาอังกฤษ "สิ่งเดียวที่พวกเขาบอกก็คือไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ฉันจะต้องไม่หลับนอนกับใครแม้กระทั่งสามี ก่อนที่จะมีการฝังน้ำเชื้อในรังไข่ของฉัน"

  จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างสวยงามและราบรื่น พวกเธอต้องอยู่ในศูนย์ ได้กินแต่อาหารดีๆ เพื่อบำรุงครรภ์ ได้ดูโทรทัศน์ ได้รับการบริหารร่างกาย เสริมความงามและเล่นคอมพิวเตอร์

 "พวกเราต้องตื่นนอนตอน 8 โมงเช้า จากนั้นก็ดื่มชา มีการตรวจสุขภาพ ฉีดยาแล้วกลับไปนอน จากนั้นก็ตื่นตอนเที่ยง อาบน้ำและรับประทานมื้อเที่ยง อยู่ที่นี่เวลาส่วนใหญ่ก็คือพักผ่อน"

 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประสบการณ์ใหม่และความหวังใหม่ว่าจะมีอนาคตสดใสรออยู่ การศึกษาของลูกๆ การซ่อมแซมบ้านหรือซื้อบ้านใหม่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ต้องแลกกับการเก็บตัวเงียบ การโกหกเพื่อเอาตัวรอดจากสายตาของคนที่ไม่เห็นด้วย ที่สำคัญต้องจากลูก จากสามีและจากบ้าน แต่ก็ถือว่าคุ้มสุดคุ้ม ขณะที่กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีก็กำลังเชิดชูการกระทำของพวกเธอว่าเป็นการสร้างวาทกรรมใหม่ว่าด้วยมดลูกให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์