ข่าว

“คอรัปชั่น”...

“คอรัปชั่น”...

23 มิ.ย. 2554

วรรณคดีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างแพ้ความพระไวย ต้องโทษถึงประหารชีวิต นางวันทองได้ไปหาพระไวยอ้อนวอนลูกชายให้ช่วยทูลพระพันวษา ประทานโทษให้ขุนช้าง

 เมื่อพระไวยเกิดใจอ่อนนางวันทองก็หลุดปากออกมาว่า

  “เออ พ่อคุณการุญให้จงได้ แม่จะให้ค่าทูลสักสองชั่ง”
  พระไวยได้ยินแม่ว่าดังนั้นก็โกรธ จึงประชดตัดพ้อแม่มีความว่าดังนี้

   “ชะน้อยฤามารดาช่างว่าได้ นึกว่าไก่แล้วจะล่อด้วยข้าวสาร
  เห็นว่าลูกนี้จนอ้างบนบาน   เหตุว่าท่านเศรษฐีมีเงินทอง”...

 สำนวนเปรียบเทียบของไทยที่มีมาแต่โบราณ คำว่า “ไก่กับข้าวสาร” หรือว่า “ไก่กินข้าวเปลือก” นั้นหมายถึงว่า สัญชาติคนโกง คนชอบกินสินบาทคาดสินบน แล้วก็เหมือนกับไก่ที่เห็นข้าวสารข้าวเปลือกแล้วเป็นอดไม่ได้

 สมัยก่อนยังไม่มีคำว่านักการเมือง การให้สินบนกินสินบนคงจะหมายถึงระหว่างข้าราชการกับชาวบ้านทั่วไป (พ่อค้าแม่ขาย) เท่านั้น และยังไม่มีคำว่าคอรัปชั่นอย่างเช่นทุกวันนี้

 กล่าวกันว่า คำว่า คอรัปชั่น (Corruption) ปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในหนังสือราชการไทยเมื่อกว่า 60 ปีก่อน เป็นหนังสือเวียนของสำนักนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลได้ส่งไปถึงส่วนราชการต่างๆ ให้เลิกทำการคอรัปชั่นที่กำลังเกิดขึ้นอย่างมากมายในขณะนั้น

 แต่ต่อมาอีกไม่นานก็ปรากฏว่า รัฐบาลชุดที่ออกคำสั่งนี้ก็ต้องมีอันเป็นไป เพราะคอรัปชั่นเป็นเหตุ

 การโกงการทุจริต การกินสินบาทคาดสินบน หรือว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง ล้วนแต่เป็นเรื่องคอรัปชั่นที่มีมานานจนกลายเป็นของคู่กันกับสังคมไทยไปเสียแล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยทั่วไปในทุกวันนี้จะเห็นเรื่องคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับไก่กินข้าวเปลือกตามสำนวนที่ว่านั่น

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนักการเมืองคอรัปชั่นที่ โกงกินบ้านเมือง มีคนไทยมากว่าครึ่งที่บอกว่ายอมรับได้

 ผลจากการสำรวจของสถาบันแห่งหนึ่งเท่าที่ผ่านมา คนไทยเห็นว่ามีนักการเมืองมากกว่าร้อยละ 30 ที่ทุจริตคอรัปชั่น แต่ในขณะเดียวกันพบว่า มีมากถึงกว่าร้อยละ 60 ของคนไทยที่บอกว่า ถ้าตนมีโอกาสและจำเป็นก็จะโกงเหมือนกัน

 มิน่าเล่าพวกนักการเมืองโกงกินถึงได้ลอยนวลอยู่ได้ นอกเหนือไปจากที่จะได้รับการเลือกตั้งในทุกครั้งอีกต่างหาก

 จากการเปิดเผยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่านหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าผลจากการสำรวจทำโพลล์ได้พบว่ามีประชาชนถึงร้อยละ 62 ที่บอกว่า ยินดีจะขายสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งคราวนี้ ทั้งยังเห็นว่ามีรัฐบาลคอรัปชั่นก็ไม่เป็นไรถ้าหากว่าตัวเองได้อยู่ดีกินดี

 มิน่าเล่าเงินซื้อเสียงกันคราวนี้ ถึงได้ข่าวว่ามีมากนับหลายหมื่นล้านบาท

 เมื่อไม่นานมานี้นั่งแท็กซี่คันหนึ่ง เขาบอกว่าเพิ่งจะขนญาติพี่น้องจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปช่วยกันลงคะแนนเลือกตั้งแห่งหนึ่งในท้องที่บ้านเกิด ได้มาคนละ 2,000 บาท แถมถามย้อนให้ด้วยว่า เฮียก็ลองคิดดูสิ ว่าถ้าเลือกตั้งสส.แล้ว จะกี่พันบาทกัน...

 “แดงร่วง ม่วงเอา เทาได้” แท็กซี่เอ่ยประโยคยอดนิยมออกมา พร้อมกับหัวเราะลั่นรถ แดงก็หมายถึงแบงก์ร้อย ไม่มีใครเอาแล้ว สีม่วงห้าร้อยพอได้ แต่สีเทาแบงก์พันรับรองเป็นได้แน่

 ได้ยินแล้วขำไม่ออก ได้แต่คิดว่าการขายสิทธิขายเสียงของประชาชนนั้นก็คือการคอรัปชั่นอย่างหนึ่ง เป็นการคอรัปชั่นตัวเองอย่างยินยอมพร้อมใจที่จะขายบ้านเกิดและประเทศชาติบ้านเมืองให้แก่คนคดโกงไป

 แล้วอย่างนี้จะมาไล่จับใครที่ไหนล่ะครับ เมื่อได้ร่วมด้วยช่วยกันคอรัปชั่นอย่างนี้แล้ว