
การเมืองไทยสมัยใหม่ทั้งนั้น !
ประชาธิปไตยที่รักวันนี้เขียนขึ้นในวันที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณย่านราชประสงค์ ด้วยการพยายามพูดถึงเรื่องของความจริงเรื่องการเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญในปรากฏการณ์การเมืองไทยสมัยใหม่
นี่คือการตอกย้ำการเมืองในแบบ "ชาตินิยม" ซึ่งเป็นหนึ่งในปฏิบัติการในการเมืองไทยสมัยใหม่ที่สำคัญ
การเมืองเรื่องชาตินิยมนั้นไม่ใช่เรื่องการเมืองเก่า แต่เป็นการนำเอาเรื่องในอดีตมาเกี่ยวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
เป็นการนำเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันในแบบหนึ่ง
การเมืองทุกแบบมีการนำเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันอยู่แล้วครับ แต่ใช่แตกต่างกัน (ภาษาหรูหราก็คือคำว่า "สำนึกทางประวัติศาสตร์")
การเมืองชาตินิยมมีลักษณะสำคัญก็คือการพูดถึง "ชุมชนจินตกรรม" ในความหมายของการสร้างสำนึกของชุมชนที่เชื่อมโยงกัน ในแง่นี้เรียกว่าชาติ เพื่อเชื่อว่าเกิดร่วมกัน เชื่อมกันเพราะเรื่องราวว่าได้มาอยู่ในชุมชนเดียวกัน แบกรับความยิ่งใหญ่เอาไว้ด้วยกัน และจะต้องผลักดันความยิ่งใหญ่นี้ไปด้วยกัน ซึ่งมักจะเชื่อว่าเรามีหน้าที่ผลักดันความยิ่งใหญ่ โดยมีรัฐเป็นองค์ประธาน
ที่สำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เราคิดว่ามีพวกเรา ก็คิดไปว่าไม่มีพวกเรา และคนที่ไม่ใช่พวกเรา เป็นศัตรู และอาจลามไปถึงการทำอะไรก็ได้กับคนที่ไม่ใช่พวกเรา ถ้าเราพัฒนาต่อไปว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่คน จึงไม่ต้องใช้ปฏิบัติการที่ใช้กับคน หรือใช้ข้อยกเว้นได้ ดังตัวย่างหลายกรณีในอดีต เมื่อคนเหล่านั้นถูกประกาศว่าเป็นศัตรูของรัฐหรือของชาติ
การเผาตึกจึงกลายเป็นการเผาบ้านเผาเมือง การเผาบ้านเผาเมืองถูกโยงกับพม่าข้าศึก ไม่ใช่แค่เผาตึกในฐานะเป็นอาชญากรรมที่กระทำต่อทรัพย์สิน และจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างกฎหมายที่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้นในขั้นนี้การเลือกตั้งจึงเป็นการเลือกคนที่จะมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จากศัตรูที่ไม่หวังดีของชาติที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศและคดโกงชาติด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง การเมืองไทยก็มีความสมัยใหม่ตรงเรื่องของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องหาความรับผิดชอบในเรื่องของการสลายการชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับการตาย 92 ศพ โดยเฉพาะไฮไลท์คือการตายจากการถูกยิงในวัดปทุมวนาราม
ประเด็นที่สำคัญที่อยู่นอกเหนือจากการมองเรื่องความจริงที่สืบสวนอยู่ว่าใครเป็นผู้ฆ่า และใครอยู่เบื้องหลังการฆ่า (เหมือนในอีกฝั่งที่มองว่าใครเผา และใครอยู่เบื้องหลังการเผา) ก็คือ คนที่ฆ่านั้นก็เป็นศัตรูของประชาชน และถ้าประชาชนเป็นชาติ คนที่ฆ่าก็เป็นศัตรูของชาติ ดังนั้นก็ไม่สามารถเป็นรัฐบาลของทุกคนได้
เรื่องหลังนี้ก็มาจากการมองในประวัติศาสตร์เช่นกันว่า ชาตินั้นเป็นของประชาชน การมาเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วนั้นก็เพราะว่าชาติเป็นของประชาชน และการรัฐประหารเป็นการละเมิดการเลือกตั้งในครั้งนั้น
ท่ามกลางปฏิบัติการเลือกตั้ง และการอ้างอิงประชาธิปไตย เราล้วนมีแกนกลางสำคัญในเรื่องชาติ และชาตินิยมอยู่ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำการพยายามพูดถึงการขอความสุขคืนมา และความปรองดอง โดยไม่เข้าใจแกนหลักของเรื่องก็รังแต่จะพยายามปิดเสียงอีกฝ่ายหนึ่งในนามของความหวังดีที่มีต่อชาติเช่นกัน



