ข่าว

ชุมพลลั่นไม่ได้ก.เกษตรฯไม่ร่วมรัฐบาล

ชุมพลลั่นไม่ได้ก.เกษตรฯไม่ร่วมรัฐบาล

22 มิ.ย. 2554

ชทพ. หาเสียงชัยภูมิ "ชุมพล" ลั่นไม่ได้กระทรวงเกษตรฯ ไม่ร่วมรัฐบาล "อภิสิทธิ์" บุกรัง “ฉายแสง” ตระเวนขอคะแนน ทำสาวแปดริ้วอดใจไม่ไหว พุ่งเข้าหอมแก้ม แม่ค้าให้ล็อตเตอรี่เลขท้าย "10" ไม่หวั่นโพลล์ยังตาม"เพื่อไทย" เชื่อยังแซงได้ "จาตุรนต์"จี้ "อภิสิทธิ์" ทบท

 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 มิ.ย.นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมคณะได้ปราศรัยหาเสียงที่อำเภอบ้านเขว้า และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อช่วยนายอาคม หาญนอก ผู้สมัครส.ส.เขต 3  นายชูเดช เร่งไพบูลย์วงษ์ ผู้สมัครส.ส. เขต 5 และนายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ผู้สมัครส.ส.เขต 6 หาเสียง โดยนายชุมพล กล่าวว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ฝากมาบอกกับชาวชัยภูมิว่านายบรรหาร และพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่เคยทิ้งชาวชัยภูมิ เพราะได้สนับสนุนโครงการทุกอย่างผ่านนายเชวงศักดิ์มา ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา และแหล่งท่องเที่ยว และการเลือกตั้งคราวนี้พรรคขอส่งผู้สมัครทั้ง 3 คนเป็นตัวแทนพรรคเข้าไปทำงานในสภา เพื่อช่วยตนทำงาน และถ้าเลือกให้เป็นส.ส.ได้ทั้ง 3 คน ก็จะได้แถมตนและนายบรรหารไปด้วย และยังจะแถมจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดอีก คงไม่มีใครไม่รู้จักบึงฉวาก ซึ่งมีโอกาสจะได้ไปเที่ยว และตนก็มายืนยันว่า ทำงานให้จริง อีกทั้งหลังเลือกตั้งก็จะขอดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 “มีคนถามผมว่า หลังเลือกตั้งจะผสมพันธุ์กันอย่างไร ซึ่งตามกติกาแล้ว ถ้าพรรคไหนได้อันดับ 1 จะต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน คือต้องเป็นพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุด แต่ถ้าจัดไม่ได้ก็ค่อยให้พรรคที่ 2 เขาจัด เราก็ต้องมาดูว่านโยบายมันไปด้วยกันได้หรือไม่ ถึงจะไปร่วมจัดกับเขา และพรรคนั้นต้องยอมรับนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนาได้ เราจะยอมร่วมรัฐบาลด้วย และพรรคชาติไทยพัฒนาก็จะขอกระทรวงเกษตรฯ ถ้าไม่ให้ก็ไม่ร่วม ” นายชุมพล กล่าว

 ด้านนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ผู้สมัครส.ส.ปาร์ตีลิสต์ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ตนเองไม่เคยมีผลงานทางการเมือง เพราะไม่เคยคิดเล่นการเมือง แต่ปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่า ประเทศต้องการความปรองดอง เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนาชูนโยบายดังกล่าวชัดเจน จึงตัดสินใจเข้าร่วม และเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้เห็นว่า ส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดความปรองดองต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมเกิดขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า ร่างหลังการปฏิวัติ โดยใช้มือขวาเขียน มือซ้ายถือปืน และยังเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญที่ร่วมร่างกันมา ดังนั้นควรต้องมีการแก้ไขให้ได้รับความเป็นธรรม เช่น นายบรรหาร ที่ปัจุจุบันได้รับผลกระทบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่การเลือกตั้งก็ไม่มีสิทธิในการลงคะแนน ดังนั้นถ้าจะเกิดความปรองดองอย่างแท้จริงต้องแก้รัฐธรรมนูญ

"อภิสิทธิ์"บุกรัง“ฉายแสง”สาวแปดริ้วเข้าหอมแก้ม

 ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงในเขต เลือกตั้งที่ 1 จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีผู้สมัคร คือ ดร.บุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ว.โหร โดยบรรยากาศการเฝ้ารอคอยต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่น เช่นเดียวกันกับครั้งที่แล้วที่เดินทางมาลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 4
บริเวณวัดกลางบางปะกง โดยเฉพาะบรรดาสาวๆ และแม่ยกน้อยใหญ่ ต่างกรูกันเข้าไปรุมล้อมขอลายเซ็น และถ่ายภาพคู่ พร้อมทั้งขอสัมผัสมือด้วย

 เมื่อขบวนเริ่มมาถึง จากบริเวณใกล้ทางแยกต่างระดับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก่อนถึงหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีฉะเชิงเทรา สาขาที่ 1 บนถนนศิริโสธร หรือบางปะกง-ฉะเชิงเทรา เดิม นายอภิสิทธิ์ ได้มาเปลี่ยนจากรถที่นั่งมาในขบวน มาขึ้นรถหาเสียงแบบรถบรรทุก 4 ล้อใหญ่เป็นเวทีเคลื่อนที่ พร้อมด้วยผู้สมัคร จ.ฉะเชิงเทรา 3 คน คือ ดร.บุญเลิศ ไพรินทร์ ผู้สมัครเขต 1 นายชาลี เจริญสุข ผู้สมัครเขต 2 และนายสายัณห์ เกตุประยูร ผู้สมัครเขต 3 ส่วน พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้สมัครเขต 4 นั้นไม่ได้มาร่วมด้วย

 นายชาลีปราศรัยร้องขอคะแนนตลอดเส้นทาง ขณะที่นายอภิสิทธิ์นั้นทำหน้าที่เพียงโบกไม้โบกมือ ประกอบกับการยกมือไหว้ประชาชน ขอคะแนนอยู่บนด้านหลังรถ และเข้ามาแวะรับช่อดอกไม้ ดอกกุหลาบจากประชาชนตามรายทาง พร้อมด้วยการแจกลายเซ็น ท่ามกลางการเข้ามารุมล้อมของประชาชน โดยเฉพาะบรรดาสาวๆ ทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ ที่คลั่งไคล้ ได้พยายามที่จะเข้ามาให้ถึงตัวนายกฯ บ้างก็ได้พยายามที่จะวิ่งข้ามถนนมาส่งมอบดอกไม้อย่างไม่คิดชีวิต แบบไม่เกรงกลัวที่จะถูกรถที่แล่นผ่านไปมาขับชน เพื่อเข้าไปให้ทันการได้สัมผัสมือนายกฯ และขอถ่ายภาพร่วมด้วย บ้างก็แสดงอาการกระโดดโลดเต้นดีใจ ที่ได้เห็นหน้านายกฯ ตัวจริง แบบตัวเป็นๆ ขณะที่ขบวนรถขับผ่าน โดยมีบางรายถึงกับถลาโถมตัวเข้าหา ไปจนถึงตัวนายกฯ พร้อมกับเข้าทำการสวมกอด นายอภิสิทธิ์ แบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว พร้อมกับหอมแก้มอย่างสุดแรงฟอดใหญ่ จนเสียงของการสูดอากาศเข้าปอดดังลั่น จนได้ยินไปไกลหลายเมตร

 ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งของถนน ที่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ได้มีสาวเสื้อแดงสองนาง ใส่เสื้อมีตราราชประสงค์ ออกมายืนพูดจาในลักษณะแบบเย้ยหยัน ระบุว่า “หล่อจริงๆ” แบบส่งเสียงไต่ระดับสูงลงท้ายที่หางเสียง พร้อมชูรูปของผู้สมัครคู่แข่ง คือ นางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัครเขต 1 พรรคเพื่อไทย หันไปทางขบวนที่เคลื่อนผ่านไปแต่ไม่มีใครได้ยินเนื่องจากอยู่คนระฝั่งถนนกัน จึงไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น หรือได้รับความสนใจจากคนในขบวนและบรรดาแฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่สาวสองนางนั้น จะล่าถอยกลับออกไป

 ขณะที่บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราโดยมีหญิงวัยกลางคนได้มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ลงท้ายด้วยเลข 10 หนึ่งใบ พร้อมหนังสือสอนลูกให้เข้าใจชีวิตและหนังสือบริษัทจัดหาความสุขให้กับนายอภิสิทธิ์ด้วย

 ต่อมาเมื่อมาถึงยังบริเวณ 4 แยก ถนนสันติราษฎร์ ด้านหน้าโรงพัก สภ.เมืองฉะเชิงเทรา นายอภิสิทธิ์ ได้พยายามที่จะจับไมล์ เพื่อเป็นผู้กล่าวปราศรัยหาเสียงเองบ้าง เนื่องจากมีประชาชนมายืนมุงคอยเฝ้าดูอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำการปราศรัยได้ เนื่องจากมีบรรดาแฟนคลับมายื่นช่อดอกไม้ให้ และขอลายเซ็นอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีโอกาสได้พูดนายชาลีจึงต้องรับหน้าที่เดิมต่อไป

 จากนั้นเมื่อขบวนได้วนมาเข้ายังภายในบริเวณตลาดศูนย์เก่า ภายในแผงตลาดนัดพระเครื่องของบรรดาเซียนพระ ได้มีชายวัยกลางคนสวมเสื้อแดง เขียนข้อความป่วน ขบสนเคลื่อนวนออกไปได้จนถึงบริเวณด้านหน้า ค่ายทหาร ช.พัน 2 รอ. นายอภิสิทธิ์ จึงได้เปลี่ยนไปขึ้นรถยนต์ในขบวน เพื่อที่จะเดินทางต่อไปช่วยลูกพรรคหาเสียง ยังในเขต จ.ชลบุรี ต่อไป เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.

 ขณะเดียวกัน ตลอดเส้นทางได้มี นายกิตติ ทรัพย์วิสุทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เดินทางมาเฝ้าคอยสังเกตการณ์ด้วยตนเอง อยู่ห่างๆ แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ จนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งกันของประชาชนแต่อย่างใด

“มาร์ค”ลงพื้นที่หาเสียง"ตลาดหนองมน"

 เมื่อเวลา 14.30 น . นายอภิสิทธิ์และคณะได้ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อช่วย ผู้สมัครหาเสียง ที่ตลาดหนองมน โดยนายอภิสิทธิ์ได้ลงเดินขอคะแนนเสียงไปตามร้านค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน ที่เข้ามารุมขอถ่ายรูป และมอบดอกไม้ให้กำลังใจ โดยระหว่างที่คณะของนายอภิสิทธิ์เดินหาเสียงช่วงอยู่นั้นมีขบวนหาเสียงของนายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังชล ซึ่งหาเสียงอยู่บริเวณย่านเดียวกัน ก็ได้นำช่อดอกกุหลาบแดงมามอบให้กับนายอภิสิทธิ์ ด้วย

 ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ขบวนรถหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ หาเสียงอยู่บริเวณตลาดหนองมน จ.ชลบุรีได้มีชายวันรุ่นขับรถฮอนด้า ซีวิค สีดำ ป้ายแดง แสดงอาการไม่สบอารณ์ เพราะรถไม่สามารถเคลื่อนตัว ทำให้การจราติดชัด จึงกล่าวต่อว่าผ่านตำรวจ ไปถึงนายอภิสิทธิ์ ว่า ให้กลับบ้านไปเลย

 ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น.นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปยัง ตลาดทรัพย์สินส่วนพระองค์ อ.เมือง จ.ชลบุรี เพื่อช่วยบรรจบ รุ่งโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส. ชลบุรีเขต 2 ซึ่งระหว่างที่ขบวนหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ เดินทางมานั้น ได้มีชายวัยกลางคน ได้ทาฝ่ามือเป็นสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามือเปื้อนเลือด พร้อมชูนิ้วมือ 6 นิ้วเป็นสัญลักษณ์พรรคพลังชล แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนมากได้นำดอกกุหลาบและชูป้ายที่เขียนว่า “ นายกฯสู้ๆ ” “ พร้อมเป็นกำลังใจให้เสมอ ” จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นรถปราศรัยเพื่อขอคะแนน และเชิญชวนให้ประชาชนไปฟังการปราศรัยที่ศาลกลางจ . ชลบุรี ในช่วงค่ำวันนี้

ไม่หวั่นโพลล์ยังตาม"เพื่อไทย" เชื่อยังแซงได้

 ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ชลบุรี  นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางมาสักการะพระพนัสบดี ที่หอพระพนัสบดี ที่ว่าการอำเภอพนัสนิคม   เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะมาขึ้นเวทีปราศรัยย่อยที่ตลาดเทศบาลเมืองพนัสนิคม โดยกล่าวว่าผลของสวนดุสิตโพลล์ครั้งก่อนที่ระบุว่า พรรคประชาธิปัตยืแพ้พรรคเพื่อไทยเยอะแต่ เร็วๆนี้เอแบคโพลล์บอกว่าแพ้น้อย ทั้งหมดคือเรื่องปกติเพราะประชาชนรู้สึกหงุดหงิดเรื่องสินค้าราคาแพง ซึ่งรัฐบาลก็ได้พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหา และเชื่อว่าประชาชนคงจะรับรู้ถึงการพยายามของรัฐบาล ขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ได้นำเสนอถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้มั่นใจว่าก่อนวันที่ 3 ก.ค. ผลโพลล์จะไล่ทันและสามารถแซงพรรคเพื่อไทยได้ พร้อมย้ำไม่รู้สึกหวั่นไหว ถึงปัญหาการถูกขัดขวางในการลงพื้นที่หาเสียง แต่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกประเทศไทยอีกต่อไป

ชาญวิทย์ลุยหาเสียงโค้งสุดท้ายอึ้งมีนบุรีปัญหาอื้อ

นายชาญวิทย์ วิภูศิริ  ผู้สมัครเลือกตั้งเขต 17 มีนบุรี คันนายาว พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายตั้งแต่เวลา 5.30 น.โดยเริ่มที่บริเวณหมู่บ้านวรารมย์ โรงเรียนวงศ์ศรี เลียบคลองบึงขวาง และเลาะชายคลองสามวา  ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนด้วยดี

โดยนายชาญวิทย์กล่าวว่า จากการลงทุกพื้นที่จนถึงช่วงโค้งสุดท้ายพบว่ามีอีกหลายพื้นที่ที่ไม่น่าจะเชื่อว่าอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะยังรอการพัฒนาจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำเน่าเสีย การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ การคมนาคม และการเป็นอยู่

จาตุรนต์จี้อภิสิทธิ์ ทบทวนขึ้นเวทีปราศรัยราชประสงค์

 ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทบทวนการขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณแยกราชประสงค์  ในวันที่ 23 มิ.ย. เนื่องจากเกรงว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และเป็นการเหยียบย่ำจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบและความสูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมแยกราชประสงค์เมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามตนมองว่าการจัดเวทีปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของฝ่ายที่อยากให้เกิดความปรองดอง

 “ผมมองว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเจตนาที่อยากหาเสียงบนความขัดแย้งของคนในชาติ และตนห่วงว่าการปราศรัยนั้นอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมไทยที่รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อหวังได้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผมมองว่าการใช้ประเด็นนี้หาเสียงเป็นความผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ ผมขอเตือนว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้สมัคนของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ดังนั้นไม่ควรใช้พื้นที่ที่สุ่มเสียงทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ เสี่ยงต่อการสร้างสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรง ทั้งนี้หลายฝ่ายเรียกร้องความปรองดอง ผมเป็นห่วงว่าหากคุณอภิสิทธิ์ไม่ฟังคำเตือน คุณอภิสิทธิ์จะเป็นนายกฯ ที่เป็นผู้ทำลายโอกาสในการปรองดอง ระหว่างการเลือกตั้งครั้งนี้ และสร้างภาระให้กับนายกคนต่อไปที่จะเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งของชาติ” นายจาตุรนต์ กล่าว

 นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่าตนสังเกตได้ว่าการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์  ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการหาเสียงที่เน้นการนำเสนอนโยบาย และการเข้ามาบริหารประเทศจะทำอะไรในทันที มาเป็นการพยายามสร้างความหวาดกลัวกับสิ่งที่จะกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม อาทิ การยกเหตุการณ์เผาบ้าน เผาเมือง ให้เกิดความหวาดกลัวว่าหากฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาบริหารประเทศ จะมีการกดดัน ข่มขู่ แนวทางนี้ชัดเจนมากขึ้น ในระยะหลัง

 นายจาตุรนต์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์และพรรคพวก จะพูดเรื่องอย่าไปเลือกคนเผาบ้านเผาเมือง แบบย้ำแล้วย้ำอีก และพยายามใช้เนื้อที่สื่อจำนวนมาก ชี้แจงอธิบายแก้ต่างว่าพวกตนไม่ใช้เป็นพวกสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งได้ทำการแก้ต่างแทนเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้นำเหล่าทัพ และศอฉ. จึงอาจทำให้กลายเป็นปัญหาเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้สั่งฆ่าประชาชน และขณะนี้มีกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง โดย คอป. ซึ่งยังไม่ได้สรุป แต่นายอภิสิทธิ์กลับออกมาระบุว่าไม่มีใครตั้งใจ สั่งฆ่าประชาชน จึงทำให้เกิดคำถามว่า ผลการศึกษาของคอป. จะมีประโยชน์อะไร เพราะนายอภิสิทธิ์ได้สรุปไปหมดแล้ว

 นายจาตุรนต์ กล่าวว่าสำหรับการที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าแกนนำคนเสื้อแดงต้องสั่งห้ามผู้ชุมนุมไม่ให้เข้ามาก่อกวนการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ตนมองว่าเป็นคำพูดที่เกินจริง เพราะกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อน เข้าไปยื่นเรื่อง และชูป้ายมีเพียง 1-2 คน แต่นายอภิสิทธิ์กลับได้ยกประเด็นเป็นเรื่องของการถูกรังแก ถูกขัดขวาง และกลั่นแกล้ง

 "การไปยื่นหนังสือ ถ้าผมอยากแนะนำประชาชนที่จะเข้าไปร้องเรียนกับนายอภิสิทธิ์ ว่า ขอให้รอไปจนหลังการเลือกตั้ง และเรียกร้องกับรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ใหม่ เพราะถึงแม้ว่าจะเรียกร้องกับนายอภิสิทธิ์ขณะนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ในการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์"นายจาตุรนต์กล่าว 

 “นายอภิสิทธิ์พูดเกินเลยไปอีกว่าคนเป็นผู้นำต้องห้ามผู้สนับสนุนได้ เป็นการพูดที่ขัดหลักการประชาธิปัตย์และขัดกับความเป็นจริงไม่มีผู้ในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนจะไปสั่งห้ามผู้สนับสนุนทำอะไรตามใจชอบของผู้นำได้ นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านอยู่ ผู้สนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไปยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่เคยห้าม และห้ามก็คงไม่สำเร็จ ทั้งนี้ไม่มีใครไปตำหนิว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ห้าม เพราะเขารู้อยู่ว่าคุณอภิสิทธิ์ก็คงไม่สามารถห้าม แต่ขอกันว่าอย่าไปสนับสนุนกันมากนักก็พอแล้ว” นายจาตุรนต์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยระบุว่างานปราศรัยดังกล่าวอาจมีผู้เข้าไปสร้างสถานการณ์ความรุนแรงได้ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าดูแลและป้องกันอย่างจริงจัง อาจมีคนปลอมตัวมา อ้างว่าเป็นคนเสื้อแดงมายื่นหนังสือ มาประท้วงเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามหากเกิดความรุนแรงจริง เชื่อว่าจะไม่กระทบทำให้ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ประเมินการจัดงานปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า หากเป็นข้อมูลที่นำเสนอไปแล้วผ่านสื่อต่างๆ ไม่น่าทำให้คนเชื่อ หรือ คล้อยตาม หรือได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คนที่ไม่เชื่อคงไม่มีความเห็นที่สนับสนุนเป็นคะแนนเสียงเพิ่มเติมให้กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากมีการสร้างสถานการณ์ อาจทำให้คนรู้สึกคล้อยตามได้ชั่วขณะ แต่หากคนในประเทศคิดกันดีๆ ว่าการเป็นนายกฯ และสร้างเงื่อนไขยั่วยุให้คนไทยเกลียดชังกันเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง เป็นเรื่องใช้ไม่ได้อย่างยิ่ง ส่วนตัวมองว่าอาจทำให้ประชาธิปัตย์เสียคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าของการหาเสียงและนายอภิสิทธิ์จะลำบาก