ข่าว

มาร์คชี้ตั้งเวทีราชประสงค์หวังปชช.เข้าใจ

มาร์คชี้ตั้งเวทีราชประสงค์หวังปชช.เข้าใจ

22 มิ.ย. 2554

"อภิสิทธิ์"ลั่นปราศรัยใหญ่แยกราชประสงค์วันพรุ่งนี้ ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้าย ระบุเนื้อหาปราศรัยไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่าน ไม่หวังคะเเนนหวังเพียงให้ปชช.เข้าใจความจริง ลั่นขอมุ่งหน้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง

(22มิ.ย.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สี่แยกราชประสงค์ ว่า การเปิดเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์พรุ่งนี้จะแตกต่างจากการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่ผ่านมา โดยการในวันพรุ่งนี้จะเน้นมองทิศทางอนาคตประเทศ และการปราศรัยวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อหวังคะแนน

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์พิเศษกับนสพ.ฉบับหนึ่งว่า หากพรรคประชาธิปัตย์รวมกับพรรคภูมิใจไทยแล้วน่าจะมีเสียงข้างมากเพียงพอจะตั้งรัฐบาลได้ว่า ไม่ใช่   ก็ขอบอกอย่างนี้ว่าวันนั้นมีคำถามว่า หากบางพรรคได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่หนึ่ง พรรคนี้มาอันดับที่สอง จะมีกติกาอย่างไรในการตั้งรัฐบาล ตนก็บอกว่า ตอนนี้ตัวเลขมันซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เพราะพรรคเพื่อไทยปฏิเสธว่าไม่ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย สมมติว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยมันเกินครึ่ง พรรคเพื่อไทยก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ตนพูดแค่นั้นเอง ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะยังเป็นช่วงที่แต่ละพรรคหาเสียงและให้ประชาชนตัดสินใจในวันเลือกตั้ง

 เมื่อถามว่า คุยเรื่องจับมือกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูด วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าขอคะแนนเสียงจากประชาชน และพรรคอยากได้เกิน 250 เสียง เมื่อถามว่า หากวันนี้คุยเรื่องตั้งรัฐบาลกันแล้ว มันจะเป็นการดูถูกประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงหรือไม่   นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ยังไม่มีการจับมือ ตนบอกไปแล้วว่า มันมาจากการที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้เอง ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่วันนี้เดินหน้าหาเสียงและยังไม่ได้คุยอะไรกับพรรคใดเป็นพิเศษในเรื่องนี้ และควรให้ประชาชนต้องคำนวณเองด้วย   มันก็เท่านั้น  

 เมื่อถามว่า ตัวเลขส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในวันนี้เพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 300 เสียง หากรวมกับตัวเลขที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าพรรคอยากจะได้ 250 เสียง มันเกินจำนวนส.ส.ในสภาแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นั่นน่ะสิ มันจะเป็นจริงทั้งสองอย่างไมได้ เมื่อถามว่า หากดูผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา ตัวเลขส.ส.ที่พรรคไทยรักไทย   พรรคพลังประชาชนระบุไว้นั้นค่อนข้างตรงกับผลการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เสมอไป การเลือกตั้งคราวที่แล้วก็ไม่ใช่ เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ประเมินตัวเลขอย่างไร  และเปลี่ยนแปลงดีขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีเปลี่ยนแปลงบ้า   โพลล์สะท้อนออกมาว่าหลังการเปิดตัวนั้นพรรคเพื่อไทยพุ่งแรงขึ้นมา  แต่พรรคประชาธิปัตย์จับกระแสได้ว่า กทม.หรือบางพื้นที่นั้นตอนนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์นั้นเปลี่ยนแปลงในกทม.ดีขึ้น รวมทั้งสถานที่อื่นๆก็เริ่มดีขึ้นเช่น ภาคเหนือตอนล่าง

 เมื่อถามว่า หวังไว้หรือไม่ว่า ในกทม.พรรคจะได้ส.ส.ขั้นต่ำ 25 คน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากได้หมด แต่อยู่ที่ประชาชนเป็นคนให้ หากเทียบสัดส่วนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วส.ส.เยอะกว่าครั้งนี้ แต่เมื่อเทียบกับแล้วพรรคน่าจะได้ 25 คน เมื่อถามว่า คาดหวังกับการเปิดเวทีที่ราชประสงค์ในวันที่ 23 มิ.ย.อย่างไร   นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คาดหวังเรื่องคะแนนเสียง แต่คาดหวังให้ประชาชนรับทราบว่าหนทางข้างหน้าที่จะเดินไปนั้นจะเดินไปอย่างไร ซึ่งจะรู้ในวันนั้นได้มันต้องเข้าใจเหตุการณ์ที่ผ่านมา และความตั้งใจของแต่ละฝ่ายว่าจะนำพาบ้านเมืองออกไปอย่างไร มันคือความหวังที่ตนตั้งไว้และไม่เหมือนการปราศรัยครั้งอื่นๆของพรรค   และไม่เน้นการหาเสียงเหมือนที่ทำทุกวันนี้ในหลายรอบ แต่จะเป็นการมองทิศทางและอนาคตของประเทศผ่านเหตุการณ์ที่เกิกขึ้นใน 2-3 ปีที่ผ่านมา     

 เมื่อถามว่าการปราศรัยครั้งนี้เป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ยังมีเวลาอีกสิบวัน เมื่อถามว่า การไปปราศรัยครั้งนี้จะเพิ่มความขัดแย้งหรือไม่  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใครจะเพิ่มความขัดแย้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเจตนาแบบนั้น และมีเจตนาอย่างที่ตนบอกไว้ คือ จะนำเสนอว่าทิศทางของประเทศควรจะเดินไปอย่างไร  หากแต่ฝ่ายอื่นๆพยายามมาขัดขวาง  ตรงนั้นคือคนที่กำลังตอกย้ำให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายพยายามสร้างความขัดแย้ง เมื่อถามว่าจะระวังมือที่สามเข้ามาก่อกวนอย่างไร    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดูแลเต็มที่และต้องทราบ   ตอนนี้ต้องดูแลให้เรียบร้อย

 เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยแสดงเป็นห่วงว่าการปราศรัยครั้งนี้ของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะยั่วยุ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พูดในทางสร้างสรรค์ที่จะมองไปข้างหน้า ตนไม่เข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยจะบอกว่าไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์พูดเรื่องนี้ได้อย่างไร แกนนำคนเสื้อแดงพูดอย่างนี้มาตลอดปี   และแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ในบัญชีผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยลำดับต้นๆทั้งนั้น ทำไมเวลาคนอื่นจะนำความจริงมาพูดแล้วจึงไม่ยอมให้พูด   แต่กลับใช้เงื่อนไขนี้มาขัดขวางการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งของตนมาตลอด  เมื่อถามว่าจะนำข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเปิดเผยมาเสนอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงมันคือความจริง แต่อาจมีบางเรื่องที่ไม่เคยได้เล่า หรือในแง่ให้มองเห็นว่าปัญหาข้างหน้ามันอยู่ตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ

 มื่อถามว่า สิ่งที่จะนำมาพูดนั้นจะนำให้ประเทศหลุดพ้นความขัดแย้งตรงไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตรงนี้คือสิ่งที่ตนจะชวนไปฟังว่า การมองให้ทะลุว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้อย่างไรนั้น ต้องเข้าใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาและต้องมีรัฐบาลที่ชัดเจนในการรับผิดชอบต่อส่วนรวม  คำว่าส่วนรวมในที่นี้คือประชาชนและระบบประเทศ เมื่อถามว่า หนึ่งปีที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์เคยพูดเรื่องเหตุการณ์ราชประสงค์หลายครั้งแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พูดน้อย ตนเพิ่งเขียนลงในเฟซบุ๊คเมื่อสองสัปดาห์และมีอีกหลายแง่มุม โดยเฉพาะตอนนี้มีการแสดงออกของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชัดเจนว่าเจตนาต่อไปคืออะไร มันทำให้หลายสิ่งหลายอย่างยิ่งชัดเจนขึ้นเเละต้องมองเหตุการณ์ในอดีต

 เมื่อถามว่ามั่นใจว่าประชาชนจะเปิดใจรับฟังหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะประชาชนจำนวนมากสนใจและหลายคนถามว่า หากเดินทางมาไม่ได้จะรับฟังได้อย่างไร ตนคิดว่าประชาชนต้องการที่จะรู้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนและความจริงแล้ว หากพูดโดยรวมสังคมรับรู้พอควรแล้ว   แต่ระยะหลังมีการพูดฝ่ายเดียวและนำมาโจมตีรัฐบาลจนเกิดความเข้าใจไขว้เขว้ไปบ้าง

ลั่นขอมุ่งหน้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง
 
 เมื่อเเวลา 07.45 น. นายอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีของเมืองต่าง ๆ ในเอเชียและแปซิฟิก จำนวน 21 คน เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี      เนื่องในโอกาสเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องการพัฒนาเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 5 หรือ Asia - Pacific Urban Forum

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอต้อนรับคณะรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีของเมืองต่าง ๆ ในเอเชียและแปซิฟิก และหวังว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นที่น่าพอใจ พร้อมกล่าวว่าเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญ สำหรับประเทศไทย ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประชาชนกว่าครึ่งมีแนวโน้มที่จะย้ายที่อยู่อาศัยเข้ามาในเมือง อันเป็นเพิ่มโอกาสและรายได้ให้แก่ครอบครัว แต่เรายังต้องคำนึงถึงปัญหาต่างๆด้วย เช่นอาชญากรรม ประปา ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าปัญหานี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย เราจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลก็ได้จัดตั้งโครงการบ้านมั่นคงเพื่อช่วยเหลือประชาชน อีกทั้งยังมีโครงการที่ช่วยเหลือในเรื่องค่าครองชีพ เช่น ไฟฟ้าฟรี นายกรัฐมนตรีหวังว่าการประชุมในครั้งนี้จะทำให้เกิดความคิดใหม่ที่จะช่วยจัดการปัญหานี้

 ในการนี้ตัวแทนคณะรัฐมนตรีและนายกเทศมนตรีของเมืองต่าง ๆ ในเอเชียและแปซิฟิกได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกที่มีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา   แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทยจะสามารถส่งผลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมืองของเมืองต่างๆในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกอย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังขอคำมั่นจากนายกรัฐมนตรีว่าจะสานต่อนโยบาย แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในเมือง ตลอดจนแสวงหาแนวทางความร่วมมือ และเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไป

 ต่อมาเวลา 9.00 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดการประชุมเรื่องการพัฒนาเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 5  (The Fifth Asia-Pacific Urban Forum) ณ ศูนย์การประชุมองค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ  ใจความว่า มีความยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มากล่าวเปิดการประชุมเรื่องการพัฒนาเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 5 ซึ่งการพัฒนาชุมชนเมืองถือได้ว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาในเอเชีย และมีประเด็นที่ต้องให้ความสนใจครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งการขนส่ง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การกำจัดขยะ สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายของภูมิภาคในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนพร้อมไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดความแตกต่างระหว่างประชาชนเมืองและชนบทด้วย

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเจริญเติบโตของสังคมเมือง จะส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมเมืองและชนบท ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราต้องถามตัวเองว่า เราต้องการที่จะคงแนวโน้มการเจริญเติบโตแบบเก่า หรือต้องการที่จะหาวิธีใหม่ในการจัดการกับการเจริญเติบโตของสังคมเมืองเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งกับสังคมเมืองและสังคมชนบท

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงนั้น มีความเป็นไปได้ที่ทั้งคนรวยและคนยากจนจะสามารถอยู่ร่วมกันทั้งในเมืองและชนบท โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดโอกาสเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการเปิดโอกาสสำหรับคนกลุ่มน้อยหรือปิดโอกาสสำหรับคนหมู่มากอย่างคนจนนั้นเป็นจุดมุ่งหมายที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียนั้นล้วนแต่ต้องการที่จะบรรลุ   อย่างไรก็ตาม สังคมเมืองนั้นจัดว่าเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางสภาพเศรษฐกิจ การเจริญเติบโต และการพัฒนาของภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดี ที่เราควรหารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการสร้างสังคมเมืองแบบใหม่ที่เป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นเมืองแห่งโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน   ทั้งนี้สังคมคุณภาพคือสังคมที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่าย อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความยากจน การไล่ที่ และการเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อม เราต้องการสังคมเมืองที่นำไปสู่??ความเสมอภาคและโอกาสสำหรับทุกคน สังคมเมืองสมัยใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ประชาชนที่แข็งแกร่งได้

  นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เราจะต้องให้ความสำคัญแก่ทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างเท่าเทียม และมีการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประชากรเหล่านั้นต้องการโอกาสในการทำงาน การสนับสนุนด้านการเงิน เช่นเดียวกันกับระบบสวัสดิการทางสังคม และมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ซึ่งได้มีการลงทุนมหาศาลในการสร้างระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ในฐานะความเป็นบุคคลตามกฎหมายและมีสิทธิเสรีภาพ และเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในประเทศ

   นายกน กล่าวยังกล่าวต่อว่า ประเทศในเอเชียได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และในตอนนี้เราต้องหาวิธีที่จะสามารถสนับสนุนคนและสังคมของเราให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อที่ประชาชนทั่วไปจะได้มีความรับผิดชอบทางสังคมกันอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น จึงควรคำนึงถึงการพัฒนาเมืองในทุกส่วนพื้นที่ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วม - ทั้งการขนส่ง , โครงสร้างพื้นฐาน , ที่อยู่อาศัย , สิ่งแวดล้อม และแน่นอนในแง่ของเศรษฐกิจสังคม ในการที่จะพัฒนาสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทั้งหมดให้ทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกัน , ทั้งคนรวย คนจน ชนบทและในเมือง และในขณะเดียวกันก็ผลักดันให้คนออกจากความยากจน และให้โอกาสในการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เราต้องมองไปในปัญหาเรื่องการกำกับดูแล งานทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเรื่องระบบการกำกับดูแล เพื่อที่จะทำให้สังคมเป็นสังคมที่มีคนขับเคลื่อน มีส่วนร่วม และกระจายการปกครองจากศูนย์กลางไปสู่ในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องกลับไปทบทวนในโครงสร้างการจัดการแบบดั้งเดิมของเอเชีย ที่ซึ่งอำนาจศูนย์กลางเป็นวิธีการแบบแนวราบมากขึ้น พร้อมทั้งมีโอกาสในการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นและเท่าเทียมกัน แต่ยังคงมีความสามัคคีและเป็นประชาธิปไตย

 นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า  การประชุมในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก และหวังว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นที่น่าจดจำ และทำให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยชุมชนเมืองทั้งเมืองในอนาคต และในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดการประชุมนานาชาติเรื่องการพัฒนาเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 5 หรือ Asia Pacific Urban Forum ภายใต้หัวข้อ “Cities of Opportunity: Partnerships for an Inclusive and Sustainable Future