
หวังดันไทยศูนย์กลางการค้าข้าวโลกฟื้นท่าข้าวกำนันทรงเปิดตลาดกลางประมูลข้าวสาร
กระทรวงพาณิชย์ฟื้นท่าข้าวกำนันทรง นำร่องเปิดตลาดกลางค้าข้าวสาร หวังดันไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวโลก และเป็นกลไกหลักสำคัญในระบบการค้าข้าวในอนาคต เพื่อสนับสนุนระบบการค้าข้าวของไทยให้ได้มาตรฐานยอมรับในระดับสากลทั้งด้านคุณภาพและราคา
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดตลาดกลางประมูลข้าวสาร จ.นครสวรรรค์ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวของโลก จึงมีการจัดตั้งตลาดกลางประมูลข้าวสารขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการเสริมสร้างระบบ การค้าข้าวสารอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งส่งผลให้ราคาซื้อขายที่ตลาดกลางประมูลข้าวสารสามารถเป็นกลไกการอ้างอิงทั้งในตลาดจริงและตลาดล่วงหน้าได้ แต่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เองจะต้องทํามาตรฐานข้าวเพื่อให้เกิดความมั่นใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
สำหรับการประมูลข้าวสารครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 โดยจัดขึ้นที่ตลาดกลางท่าข้าวกำนันทรง จ.นครสวรรค์ ซึ่งคาดว่าจะมีการประมูลซื้อขายในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับข้าวไทยให้มีเสียรภาพทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น การจัดงานมหกรรมข้าวไทยและ World Rice Standard Summit 2011 จึงเป็นโอกาสดีในการเพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายข้าวสารของไทยโดยตรงไปยังผู้นำเข้าจากหลายประเทศ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้นำผู้นำเข้าและผู้ประกอบการค้าข้าวสารจากต่างประเทศกว่า 50 ราย
สำหรับเป้าหมายของการจัดงาน เพื่อมุ่งให้เกิดการขยายตลาดใหม่ในกลุ่มผู้ค้าต่างประเทศในอนาคตและเป็นการรักษาฐานคู่ค้าเดิมไว้ ด้วยระบบการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มผู้แทนทางการค้า และพัฒนาตลาดข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศ เกิดการเจรจาซื้อขายล่วงหน้า สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร ชาวนา ถึงการมีตลาดรองรับที่แน่นอนในอนาคต รวมทั้งรักษาอันดับของไทย ในการเป็นผู้ส่งออกข้าวอับดับของโลก
ด้านนายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการโรงสีส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพาณิชย์จะมีการปรับเปลี่ยนการกำหนดมาตรฐานข้าวหอมมะลิ เพื่อการส่งออก โดยจะเปลี่ยนคุณภาพข้าวจาก 92% แต่สามารถเจือปนได้ไม่เกิน 8% เป็น 95% ปลอมปนไม่เกิน 5% เนื่องจากมองว่า เกณฑ์ดังกล่าวมีอัตราที่สูงเกินไป และจะสร้างความลำบากในการรักษาคุณภาพข้าว อีกทั้งจะเกิดข้อผิดพลาดและเกิดการเจือปนค่อนข้างสูง จึงเห็นว่าการกำหนดมาตรฐานข้าวที่ 92% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีความเหมาะสม จะเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งทางสมาคมได้ยื่นเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนเรื่องดังกล่าวแล้ว



