
มาร์คลงใต้เจอด่าด้วยไม่สนขอส.ส.แทน
มาร์คเดินสายขอคะแนน 3 จว.ชายแดนใต้ ไม่วายเจอดี คนเขียนป้ายด่า เจ้าตัวไม่สนใจขอโอกาสสานงานเดินหน้าต่อประเทศไทย ลั่น 50 ส.ส.ใต้ ยังไม่พอ ขอทุกภาคช่วย ปชป. พร้อมจับมือนายกฯมาเลย์ เชื่อมโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากจีนถึงมาเลเซีย หาก ปชป. เป็นรัฐบาล ชทพ.จ
(21มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เดินทางถึงอ.ยะรัง จังหวัดปัตตานี จากนั้นได้ขึ้นรถแห่มาที่โรงแรมซีเอสปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารว่าง จากนั้นพร้อมคณะได้ขึ้นรถแห่ไปรอบเทศบาลเมืองปัตตานี ได้แวะเข้าสักการะศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนขึ้นรถแห่กลับมาตามเส้นทางเดิมเพื่อขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่ข้างโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ทั้งนี้ระหว่างทางในตัวเมืองปัตตานีได้มีชายวัยกลางคนได้นำป้ายสีขาวขนาดใหญ่ เขียนด้วยตัวอักษรสีน้ำเงินว่า “ดีแต่พูด” มาตั้งไว้ที่บริเวณด้านหน้ารถปิคอัพสีขาว โดยเมื่อขบวนรถของนายอภิสิทธิ์เคลื่อนผ่าน ชายคนดังกล่าวได้วิ่งมาชี้ที่ป้ายเพื่อให้กลุ่มผู้สื่อข่าวเห็น
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้เบือนหน้าหนีโดยหันไปมองผู้สนับสนุนอีกฝั่งของถนนแทน ทั้งนี้ถือเป็นป้ายการต่อต้านแรกนับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ลงมาปราศรัยและหาเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปราศรัยที่สนามหญ้าข้างโรงแรมซีเอสปัตตานี โดยมีประชาชนมานั่งฟังกว่า 1 พันคน โดยได้ย้ำความผูกพันของคนปัตตานีและประชาธิปัตย์ที่มีความแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง และมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามขัดขวางการทำงานของตนและพรรค แต่พวกเราแสดงให้เห็นว่าจะอดทนอดกลั้นในการแก้ปัญหาด้วยสติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศเราต้องการอย่างยิ่งในภาวะที่มีความขัดแย้ง ดังนั้นเราต้องมองให้ชัดว่าอยากให้ผู้นำรัฐบาลเดินหน้าประเทศไทยอย่างไร เพราะปัญหาก็มีไม่จบ ซึ่งช่วงหาเสียงมีหลายพรรคมาเสนอนโยบายเยอะแยะแต่ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และนโยบายที่ทำไม่รู้นำเงินมาจากไหน
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงเรื่องนิรโทษกรรมและล้างความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ปรากฏว่าประชาชนที่มาฟังปราศรัยส่งเสียงโห่ นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อว่า อยากย้ำว่าเรื่องต่างๆที่ทำให้บ้านเมืองขัดแย้งมากขึ้น เพราะความขัดแย้งจะทำให้กระทบกับชีวิตของประชาชน ดังนั้นพี่น้องที่นี่ต้องส่งสัญญาณบอกว่าพอแล้วในการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง วันนี้ตนและพรรคประชาธิปัตย์พร้อม แต่พี่น้องพร้อมหรือไม่ พี่น้องเห็นข่าวหรือไม่ว่าโพลล์ให้ประชาธิปัตย์ไม่ชนะเพื่อไทย ส่วนจะจริงไม่จริง พี่น้องจะให้คำตอบในวันที่ 3 ก.ค. แต่ตนย้ำว่า การแข่งขันเข้มข้นสูสี ฉะนั้นทุกคะแนนเสียงมีความหมาย อย่างส.ส.บัญชีรายชื่อ มีบางพรรคมาขอแบ่งว่าชอบส.ส.เลือกไป แต่ขอแบ่งบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้การนับเขานับทุกคะแนนทั่วประเทศแล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์และคิดคำนวณว่าได้จะส.ส.กี่คน ดังนั้นหนึ่งเสียงอาจจะลดส.ส.ประชาธิปัตย์หนึ่งคนก็ได้ หรือการเลือกนายกฯในสภาอาจจะแพ้หนึ่งเสียงก็ได้ จึงต้องบอกว่าบัญชีรายชื่อมีความสำคัญเป็นพิเศษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส.ส.ใต้มีได้ 50 คน ที่ถือว่ายังไม่มาก เมื่อเทียบกับภาคเหนืออีสานยังไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่ไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์สักคนก็ไม่ได้ จึงต้องขอความกรุณาบอกต่อๆกันไปทั่วประเทศ เพราะเหลือเวลาไม่มากแล้ว ใครมีเฟซบุ๊คก็ใช้ มีทวิตเตอร์ก็ได้หรือใครมีโทรศัพท์ก็โทรศัพท์ ใครไม่มีโทรศัพท์ก็ยืมเพื่อน ต้องบอกคนทั้งภาคเหนืออีสานกลางกรุงเทพบอกต่อๆว่าวันที่ 3 ก.ค.ต้องช่วยกันเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เพราะพี่น้องที่นี่เหนื่อยล้ากับปัญหาความขัดแย้ง
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ มีการปรับโครงสร้าง กลไกและดูแลกันใหม่ เพราะหลายปีก่อนหน้านี้การแก้ปัญหาของรัฐบาลยังมีปัญหา ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการทำให้กลับคืนสู่ความสงบคือการพัฒนาและการให้ความยุติธรรมกับประชาชน ไม่ใช่เอาความรุนแรงไปสู้ ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ทำไปแต่ต้องพัฒนาคู่กับการสร้างความยุติธรรมด้วย ซึ่งรัฐบาลมีการตั้ง ครม.พิเศษในการพัฒนา 3 จังหวัด มีการยกระดับความเป็นอยู่ให้มีรายได้ทัดเทียมกับที่อื่นโดยนำผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และประชาชนข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งวันนี้เดินหน้าตามแผนมาไกลพอสมควรทำให้ประชาชนมีโอกาสและส่วนร่วม สำหรับเรื่องความยุติธรรมเราชัดเจนว่าไม่กลับไปในยุคที่ใช้อำนาจ ใช้ความรุนแรงจากภาครัฐที่เป็นเรื่องนอกกฎหมาย ต้องทำให้โปร่งใส มีพยานหลักฐาน นำเทคโนโลยีมาช่วยโดยการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการคืนสภาพความปกติ อาทิ ที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี มีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นครั้งแรกหลังจากมีการต่ออายุมาต่อเนื่อง แล้วนำกฎหมายความมั่นคงเข้าไปช่วยก็เรียบร้อยดี แต่ทั้งนี้งานยังไม่เสร็จในเวลาสั้นๆ ส่วนที่มีข่าวความรุนแรงบ้าง แต่เราตรวจสอบแล้วว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เกิดเหตุเหมือนเดิมแล้ว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง ปัญหาการทำตัวไม่เหมาะสมของข้าราชการ ว่า ข้าราชการคนไหนปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม เลขาฯศอ.บต.ก็สามารถสั่งย้ายได้ และหลายเรื่องตนต้องมาทำงานกับองค์กร อาทิ ครู ที่เราพยายามปรับการทำงานก็เป็นการทำงานใกล้ชิด จึงขอให้โอกาสเราอีกสี่ปี แนวทางการทำงานใกล้ชิดจะเดินต่อ เชื่อว่าสภาพความเป็นอยู่จะดีโดยลำดับ หากเดินไปด้วยกันกับพรรคประชาธิปัตย์ เรามองความร่วมมือกับมาเลเซียในการเชื่อมรถไฟความเร็วสูงจากจีนไปถึงมาเลย์ ซึ่งตนเชิญนายกฯมาเลย์ลงพื้นที่ 3 จังหวัดด้วยกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น นอกจากนี้ปัญหาการประมงก็ติดตามตลอดเวลา รวมทั้งการทำธุรกิจที่จะมีกฎหมายทำให้เรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ปชป.ยกทัพเร่งโกยเสียง3จว.ชายแดนใต้
ขณะเดียวกันพรรคประธิปัตย์ได้จัดเวทีปราศรัยหาเสียงย่อยที่หน้าที่ว่าการอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยมีแกนนำของพรรคมาร่วมขึ้นเวทีอย่างคับคั่ง อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีประชาชนชาวมุสลิมมาร่วมรับฟังการปราศรัยจำนวนมาก โดยผู้หญิงส่วนใหญ่จะสวมชุดบานงประยุกต์ พร้อมผ้าคลุมศรีษะหลากสี อาทิ สีฟ้า ชมพู ส้ม และบานเย็น
นายสุเทพ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกคุกคามตลอด 2 ปี ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สร้างจนลุกลามบานปลายเป็นไฟใต้ที่รัฐบาลอื่นต้องมาตามแก้ไขจนถึงทุกวันนี้ และได้ไปเกิดที่กทม.แล้ว หลังจากที่พวกเขารังควานและทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ จึงได้มีการชุมนุมและจัดคนชุดดำออกมา ตนในฐานะรองนายกฯ ดูแลฝ่ายความมั่นคงก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกมารักษาความสงบเรียบร้อย ทหารที่ออกไปมีเพียงโล่กับกระบอง ส่วนคนชุดดำมีอาก้า เอ็ม 16 และอาร์พีจีมายิงใส่ โดยในคืนวันที่ 10 เม.ย.53 ตนก็ต้องขอให้ทหารออกไปช่วย มีการสู้กันยิงกัน มีผู้เสียชีวิต รวมทั้งทหารที่เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก แต่ถามว่าผู้ที่เริ่มก่อนคือคนชุดดำใช่หรือไม่ เมื่อเกิดเหตุกาณ์ตนก็ไปมอบตัวกับดีเอสไอไม่เคยหนีคดี แต่ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เขาก็ต้องเอาตนเข้าคุก ทั้งที่ตนพร้อมพิสูจน์ตัวเองไม่เคยหลบหนีตามกระบวนการยุติธรรม แต่พวกเขาไม่พร้อม เพราะมีคนสั่งการมาจากต่างประเทศ
นายสุเทพ กล่าวอีกว่า เขาบอกแล้วว่า ถ้าชนะจะนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วอย่างนี้ใครจะยอม หลักกฎหมายบ้านเมืองอยู่ที่ไหน ถ้าต้องแก้กฎหมายเพื่อคนๆ เดียวเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการชี้ชะตา หากเลือกนายอภิสิทธิ์ เอาพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปจำนวนเยอะๆ เราก็จะแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งระหว่างปราศรัย นายสุเทพได้มีการถามชาวบ้านที่มาฟังการปราศรัยว่า ตนในฐานะผู้ช่วยพระเอก ขอถามว่าอภิสิทธิ์เป็นพระเอกหล่อไหม ชาวบ้านตอบว่า หล่อ ถามว่า เก่งไหม ชาวบ้าน ตอบว่า เก่ง นายสุเทพถามว่า ดีไหม ชาวบ้านตอบว่า ดี สุดท้ายนายสุเทพถามว่าแล้วจะเลือกไหม เลือกใคร ชาวบ้านตอบว่า “เบอร์ 10 พรรคประชาธิปัตย์”เสียงดังลั่นสนามหน้าที่ทำการอำเภอสายบุรี อย่างไรก็ตาม ขอให้คน กทม.ได้รับรู้ว่าพี่น้องคนบ้านเราเลือกเบอร์ 10 เราจะได้กลับไปเป็นรัฐบาลมาพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าเอานายจตุพร พรหมพันธุ์ มาเป็นรัฐมนตรี สงสัยพวกเราต้องขุดรูอยู่ แต่ถ้าเรามา ตนอาจจะเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรืออาจเป็นรมว.มหาดไทยอีกตำแหน่งด้วยก็เป็นได้ ซึ่งทำให้ประชาชนที่มารับฟังการปราศรัยต่างตบมือ และส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ
"ยิ่งลักษณ์"เปิดเวทีปราศรัยใต้สะพานพระราม8
เมื่อเวลา 19.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี โดยกล่าาวว่าวันนี้ได้ไปทำบุญมา ขอเอาบุญมาฝากทุกคน ขอให้สยามกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม และขอให้ความสุขกลับสู่ประเทศไทย และขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ ไปไหนมาไหนก็ได้ไม่เหนื่อน แต่การลงพื้นที่หาเสียงก็มีหลายคนบ่นให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องราคาของเพงตนและพรรคเพื่อไทยขออาสาเข้ามาแก้ปัญหา นอกจากนี้น.ส.ยิ่งลักษณืได้นำเสนอนโยบายต่างๆจของพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าทำได้จริง ดังนั้นขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล
ส่วนบรรยากาศทั่วไปมีคนมารอรับฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งร้านขายของทั้งร้านของคนเสื้อแดงและร้านค้าที่อยู่ตามปกติอยู่แล้ว เมื่อ น.สง ยิ่งลักษณ์มาถึงก็มีคนมามอบดอกไม้พวงมาลัยบ้างก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์และชูป้ายแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย
ชทพ.จุดเทียนเปิดถนนปรองดองเสธ.หนั่นชู7ข้อสมานฉันท์
เมื่อเวลา 19.00 น. พรรคชาติไทยพัฒนาได้จัดงานประกาศแนวทางปรองดองแห่งชาติ และทำพิธีจุดเทียนปรองดองแห่งชาติ โดยมีนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วยผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค อาทิ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายปิยะพันธุ์ จัมปาสุต นายวิโรจน์ ตั้งวานิช นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล นายเกษมสันต์ วีระกุล และผู้สมัครส.ส.เขต พร้อมด้วยแกนนำพรรค นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมงาน และมีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาสังเกตุการณ์ด้วยจนกระทั้งเวลา 19.15 น. นายชุมพลและพล.ต.สนั่นได้ร่วมกันจุดเทียนเล่มแรกบนถนนสู่การปรองดอง
จากนั้นนายชุมพล ได้กล่าวถึงความสำคัญของนโยบายสู่ความปรองดองของพรรคชาติไทยพัฒนาว่า ตลอดเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติการเมืองเศรษฐกิจและสังคม เกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนส่งผลให้สังคมไทยตกต่ำบ้านเมืองแตกแยกแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายลามไปถึงสถาบันครอบครัว ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัวและทำให้ประชาธิปไตยต้องหยุดชะงัก พรรคการเมืองที่ตั้งมา 35 ปีถูกยุบโดยไร้เหตุผล
นายชุมพลกล่าวว่าเราต้องสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองต้องนำ การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในระยะเวลาของการเลือกตั้งก็ปรากฎให้เห็นว่าปัญหาความแตกแยกในสังคมกลับกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างพรรคที่จะได้เป็นรัฐบาลกับพรรคที่จะได้เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสภาพอย่างนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี กว่าการเผชิญหน้าของคนหมู่มาก ดังนั้น พรรคจึงเล็งเห็นความสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้เพื่อจะเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างความปรองดองของคนในชาติให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งทุกคนต้องลืมอดีตลดทิฐิเพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปได้
"การเปิดเวทีราชประสงค์ของบางพรรคการเมือง ซึ่งยืนยันแล้วว่าจะพูดในที่จำกัด ขณะที่อีกฝ่ายก็อยากขอร้องว่าอย่ามาร่วมวงเพราะอาจทำให้เกิดวิกฤติ สุดท้ายนี้อยากเห็นการเลือกตั้งไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นเพราะไม่อย่างนั้นประชาธิปไตยจะเดินหน้าไม่ได้ ความไม่ยุติธรรมต้องได้รับการแก้ไขเพราะปัญหาส่วนหนึ่งเกิดมาจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหา ดังนั้นควรมีการแก้ไขกฎหมายแม่บทเพื่อปลดสลักความขัดแย้ง โดยเฉพาะองค์กรอิสระเพราะถือเป็นหนึ่งในสลักทีจะต้องปลดออกไป กระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนต้องได้รับความเสมอภาค และการเมืองต้องไม่อยู่ในภาวะจำยอมต่อไป" นายชุมพล กล่าว
ต่อมา พล.ต.สนั่น ได้ประกาศ “ถนนสู่การปรองดองแห่งชาติ" ตอนหนึ่งว่า การปรองดองเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากคนไทยทุกคนช่วยกันยอมรับ ดังนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอถนนสู่การปรองดองแห่งชาติดังนี้ 1. ช่วยกันทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำการเลือกตั้งให้เกิดความบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้ 2. ยอมรับผลการเลือกตั้งเมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งทุกฝ่ายควรยอมรับ หากมีข้อสงสัยก็ขอให้ใช้กระบวนการตามกฎหมาย เพื่อตรวจสอบในข้อสงสัยดังกล่าว 3. ช่วยกันทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส ควรให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ถึงจะเป็นสิทธิ์ของพรรคที่มีในลำดับถัดไป
พล.ต.สนั่น กล่าวต่อว่า 4. รัฐบาลใหม่ควรยอมรับแนวคิดประชาธิปไตยแบบแบ่งปันอำนาจ การตัดสินใจทางการเมืองควรจะต้องดำเนินไปภายใต้กระบวนการแสวงหาฉันทานุมัติระหว่างทุกฝ่าย และรัฐบาลใหม่ควรเร่งรัดแต่งตั้งคณะกรรมการการปรองดองแห่งชาติโดยเร็วที่สุด โดยประกอบขึ้นจากตัวแทนทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และฝ่ายที่เป็นกลาง 5.ทุกฝ่ายควรยอมรับการพิจารณาของคณะกรรมการการปรองดองแห่งชาติ โดยคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่นำเรื่องที่เป็นความขัดแย้งของสังคมมาพิจารณาหาทางออกและข้อยุติด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่นการนิรโทษกรรมควรทำหรือไม่ หากควรมีการทำนิรโทษกรรมจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น และคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติควรเร่งรัดหาข้อยุติให้ได้ภายในเวลา 6 เดือน 6. ยอมรับข้อเท็จจริงและช่วยกันสร้างทัศนคติและบรรยากาศของการปรองดอง 7. ช่วยกันประสานเจรจากับผู้นำตัวจริงของแต่ละกลุ่ม ผู้ที่มีศักยภาพสามารถทำได้ควรช่วยกันประสานและเจรจากับผู้นำตัวจริงของพรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆให้ยอมรับแนวทางการสร้างความปรองดองนี้ เพื่อนำไปสู่การปรองดองที่ยั่งยืน
"พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นผู้จุดกระแสการปรองดองจะเดินหน้าประสานงานและเจรจากับผู้นำตัวจริงของพรรคการเมืองและกลุ่มต่าง ๆต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรองดองจะประสบความสำเร็จเพื่อสร้างความสุขให้ประเทศชาติต่อไป" พล.ต.สนั่น กล่าว
พล.ต.สนั่น กล่าวสรุปตอนท้ายว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่การปรองดองแห่งชาติแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ 1. ระยะสั้นได้แก่เร่งรัดระดมงบประมาณลงสู่ชนบทและการผลิตในภาคการเกษตร ส่งเสริมกิจกรรมให้เกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของภาคประชาชน 2. ระยะกลางกระจายอำนาจการบริหารและงบประมาณเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของภาคการเกษตร ดำเนินการจัดรูปที่ดิน และระบบชลประทาน 3. ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปฏิรูประบบภาษี ป ฎิรูประบบสาธารณสุขพื้นฐาน ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว
“ การจุดเทียนในวันนี้เป็นการรวมใจพี่น้องทั้งประเทศเป็นสัญลักษณ์สร้างความปรองดองและขอให้ประเทศไทยมีแสงสว่างของความปรองดองตลอดไป ” พล.ต.สนั่น กล่าว
ลูก“บิ๊กจิ๋ว”ชูนโยบายช่วยคนรากหญ้าหายจน
นายคฤกพล ยงใจยุทธ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 34 พรรคความหวังใหม่ พร้อมด้วย นายอดิเทพ พจนา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น พรรคความหวังใหม่ และทีมงานได้ออกพบปะประชาชนในเขตพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยเฉพาะบริเวณตลาดสดบางลำพูเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อขอคะแนนเสียง
นายคฤกพล กล่าวว่า ถึงแม้พรรคความหวังใหม่ขณะนี้จะไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ภายในพรรคก็ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนพร้อมเดินหน้าที่จะนำพรรคความหวังใหม่ให้คงอยู่กับประชาชน เนื่องจากขณะนี้พรรคความหวังใหม่ได้ผนึกกำลังกับอดีตผู้นำแรงงาน ชูนโยบายหลักด้านแรงงาน เมื่อพรรคความหวังใหม่ได้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการจัดสรรเงินจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการแรงงาน หนึ่งสหภาพแรงงาน หนึ่งกองทุน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการพื้นฐานปัจจัย 4 ได้แก่เรื่อง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตลอดจนพาหนะในการเดินทาง และค่าเล่าเรียนของของบุตรจะต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่เพื่อให้ครอบครัวนั้นมีความสุข และเกิดความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างงแท้จริง ซึ่งทุกอย่างที่พรรคความหวังใหม่ได้กำหนดมานี้ ไม่ใช่ว่าเป็นพียงนโยบายในการหาเสียง สามารถทำได้จริง
ขณะเดียวกันพรรคความหวังใหม่ก็พร้อมดำเนินโครงการนำร่องด้วยการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับผู้ยากไร้ จำนวน 1 ล้าน ครัวเรือนภายใน 1 ปี ด้วยการออกโฉนดเกษตรกรรม ให้คนจนที่ไม่มีที่ทำกินทันที 1 ล้านครัวเรือนภายใน 1 ปี เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล พร้อมกับหาแหล่งน้ำ พลิกฟื้นโครงการอีสานเขียวเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแบบยั่งยืน และจะประกันรายได้ให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้ต่ำครอบครัวละ 5,000 บาท ต่อเดือนเป็นอย่างต่ำด้วย" นายคฤกพล กล่าว
กกต. เตือนห้ามเผยแพร่ผลโพลล์ก่อนวันเลือกตั้ง7วัน
นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการสำรวจคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ขณะนี้มีสำนักโพลล์หลายสำนัก ได้จัดทำโพลล์กันอย่างซึ่งถือเป็นสิทธิเสรีภาพ และในกฎหมายเลือกตั้งก็ไม่ได้ห้าม เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเห็นทางวิชาการ อย่างไรก็ตามแม้ในกฎหมายไม่ห้าม แต่ก็อาจเป็นการชี้นำ โดยให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง ดังนั้น การเปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร ส.ส.อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 150 ที่ห้ามเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงคะแนนเลือกตั้ง ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง หรือ เวลา 15.00 น. ของวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 หากมีการฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



