
แพลงกิ้งกลยุทธ์ความสำเร็จในโลกไซเบอร์
นับวันบรรยากาศทางการเมืองบ้านเรายิ่งเข้มข้นขึ้นทุกวัน สังเกตได้จากข่าวสารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ล้วนแล้วแต่ถูกข่าวการเมืองกลบกระแสลงไปเกือบหมด ยกเว้นแต่เรื่องของการทำท่า แพลงกิ้ง ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงแซงข่าวการเมืองไปได้ชั่วขณะ
ไม่ว่าจะในกลุ่มโลกออนไลน์ เด็ก วัยรุ่น คนทำงาน ดารา ศิลปิน หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ ก็พูดกันสนั่นเมือง และทำท่านี้มาอวดกันผ่าน ”เฟซบุ๊ก” กันยกใหญ่ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่อาจยังไม่รู้ วันนี้ผมจึงขอหยิบเรื่อง “แพลงกิ้ง” มาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้
คำว่า “แพลงกิ้ง” (planking) เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง การปูไม้กระดาน หรือแผ่นกระดาน ผู้ที่ทำท่านี้จะต้องนอนราบเหมือนแผ่นกระดาน คือคว่ำหน้านิ่งๆ กับพื้น แขนเหยียดข้างลำตัว คล้ายกับคนตาย และต้องทำท่านี้ในที่สาธารณะหรือในสถานที่แปลกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการเล่นท่า ไม่จำเป็นต้องโลดโผนเพียงแค่สร้างสรรค์ท่าแปลกๆ แล้วถ่ายภาพนำมาแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก
ว่ากันว่าท่า”แพลงกิ้ง” เริ่มต้นจากประเทศออสเตรเลียเมื่อสองปีที่แล้ว จากนั้นก็เริ่มเผยแพร่ไปในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และเริ่มมีการแข่งขันกันทำท่ายาก ท่าพิสดาร เพิ่มความหวาดเสียวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นไปทำท่านี้ในที่สูงหรือที่อันตราย จนล่าสุดตกเป็นข่าวโด่งดังสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ก็เมื่อเด็กหนุ่มชาวออสเตรเลีย ไปนอนทำท่าแพลงกิ้งบนบริเวณราวระเบียงตึก ซึ่งอยู่ชั้น 7 จากนั้นกระแสของแพลงกิ้งก็กลายเป็นที่รู้จักจนทุกวันนี้
สำหรับในประเทศไทย กระแสของท่าแพลงกิ้งเริ่มแพร่หลายไปในกลุ่มชาวสังคมออนไลน์เป็นที่แรกๆ จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้วมีผู้ตั้งชื่อแฟนเฟจว่า “แพลงกิ้ง ไทยแลนด์” และในขณะนี้มีผู้กดไลค์แล้วกว่า 2.2 หมื่นคน พร้อมทั้งกำหนดกฎของการทำท่าแพลงกิ้งไว้หลากหลาย นอกจากนี้ ยังแพร่หลายไปในกลุ่มวัยรุ่น วันทำงาน ศิลปินดาราที่ต่างก็หาสถานที่ที่คิดว่าทำได้ยากและคนอื่นไม่กล้าทำทำท่าตัวแข็งนอนคว่ำหน้าแล้วถ่ายภาพมาโชว์ว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน แต่เนื่องจากการทำท่าดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติ กล้ามเนื้อฉีกขาด และหากผู้ที่ทำท่าแพลงกิ้งมีอาการตับโต ม้ามโต และไปทำท่าแพลงกิ้งบนเสา เพื่อความปลอดภัยก็คือ ถ้าอยากจะทำท่านี้บ้างตามกระแสก็ควรจะทำบนพื้นราบที่มีความปลอดภัยจะดีกว่า
ยังไม่ทันกระแสของท่าแพลงกิ้งจะจางลง กระแสการแสดงท่าทางอีกประเภทก็ออกมาสร้างกระแสบนโลกออนไลน์อีกรอบและดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่าและใช้เวลาที่รวดเร็วกว่าท่าแพลงกิ้งเสียอีก นั่นคือ “ท่าพับเพียบ” จนมีผู้ตั้งชื่อแฟนเฟจว่า “พับเพียบ ไทยแลนด์” ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์มีผู้กดไลค์แล้วกว่า 1.35 แสนคน ซึ่งนับเป็นการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์โดยการใช้วิธีการสื่อสารผ่านท่าทางได้อย่างสร้างสรรค์ และมีความปลอดภัยมากกว่า
จากกรณีของการทำท่าแพลงกิ้งและท่าพับเพียบที่มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อความสนุกสนานของวัยรุ่น ได้มีผู้ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารผ่านโลกไซเบอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เช่นในประเทศไต้หวันที่นำมาใช้ในเพื่อรณรงค์เรื่องสุนัขจรจัด และโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว
ในขณะที่ประเทศไทยของเราคงจะรับกระแสนี้มาเพื่อความสนุกสนาน เพื่อการแสดงออก และเพื่อคลายเครียดเป็นหลัก ซึ่งก็คงจะเห่อทำตามกันไปสักพักแล้วหวังว่าคงจะเลิกไปเอง โดยไม่ต่างอะไรกับแฟชั่น ที่ช่วงหนึ่งนิยมเจาะหูรูใหญ่ๆ ใส่ต่างหูเม็ดโตๆ เจาะลิ้น เจาะสะดือ ใส่กำไลข้อเท้า สักตามเนื้อตามตัว ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย คล้ายการเมืองบ้านเราที่มีกระแสเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บางยุคก็บอกขวาดี บางยุคก็บอกหัวก้าวหน้าดี บางยุคบอกทุนนิยมดี บางยุคบอกสมถะดี บางยุคบอกซื่อสัตย์ดี บางยุคบอกประชานิยมดี แต่ไม่ว่ากระแสจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ หากอุดมการณ์แห่งความรักชาติ ปรารถนาดีต่อชาติและประชาชน ยังคงอยู่ยั้งยืนยง ไม่ขึ้นลงเหมือนกระแสนิยม ก็น่าจะดีนะครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



