
ความไม่ยุติธรรมในโลกของพนักงานสอบสวน
ผมจะไม่บีบเขาผู้กำกับการสถานีตำรวจกล่าวย้ำความคิดและการตัดสินใจของตนเองในการบริหารจัดการงานของสถานีตำรวจในความรับผิดชอบ ผมเห็นใจ ผมเข้าใจ เขารับบทหนักจริงๆ ผู้กำกับฯ พูดย้ำ
เป็นที่รู้กันอย่างดีว่าพนักงานสอบสวนมีภาระงานที่หนักอึ้ง การทำสำนวนคดีอาญาที่ทวีจำนวนมากขึ้นอีกทั้งการทำสำนวนคดีเป็นงานที่มีความต้องการความละเอียดของข้อมูลที่สูงแต่กลับถูกเร่งรัดด้วยเงื่อนไขระยะเวลาในการดำเนินการ(สั้นๆ) อีกทั้งหากไม่สามารถสรุปสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาที่ผู้ออกกฎกำหนด(ซึ่งมักไม่เข้าใจหัวจิตหัวใจและข้อจำกัดของผู้ปฏิบัติงาน) ก็จะถูกลงโทษทางวินัยด้วยมาตรการต่างๆ
โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนย่อมหาทางออกที่เหมาะสมให้แก่ตัวเองเสมอหรืออาจพูดอย่างง่ายๆ ว่า “หาทางเอาตัวรอด” ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนหรือผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีภาระงานที่หนักมากต้องทำงานในบริบทที่ไม่ได้รับการสนับสนุน (จากหน่วยเหนือหรือหน่วยที่เกี่ยวข้อง)และการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แต่กลับถูกบริหารจัดการในรูปแบบที่เต็มไปด้วยบริบทการทำงานแบบเพ่งโทษเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดวัฒนธรรม “เป่า บิด ดำ” คดี ขึ้นในโลกของตำรวจ การกระทำของพนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นการเป่า บิด ดำ ซุก ฯลฯ อีกมากมายนี้ไม่ได้ก่อให้เกิด “คุณ”แก่พนักงานสอบสวนอย่างแท้จริง แต่กลับสร้าง “โทษ” ให้ทั้งพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างและตอกย้ำวัฒนธรรมอยุติธรรมให้ฝังรากลึกในสังคมไทยด้วย
เมื่อองค์กรไม่แก้ปัญหาโดยคิดสร้างระบบที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่พนักงานสอบสวน ไม่สนใจปัญหาที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญ แต่กลับคิดหาแต่เพียงบทลงโทษเพื่อกำราบและควบคุม กดดันผู้ปฏิบัติงานย่อมทำให้พนักงานสอบสวนคิดหาหนทางในการปฏิบัติงานนอกลู่นอกทาง ดังนั้น ปริมาณคดีที่เกิดขึ้นจริงกับที่ถูกรับรู้ในทางราชการและนโยบายจึงมิใช่จำนวนที่แท้จริง(ซึ่งโดยความเป็นจริงผู้เกี่ยวข้องล้วนทราบความจริงในข้อนี้เป็นอย่างดี แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่รับรู้รับเห็น) การกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารจัดการทั้งด้านงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการกำหนดทิศทางของนโยบายที่ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็น “คุณบอกว่าคนไม่พอ คุณจะขอคนเพิ่ม แต่รายงานที่คุณส่งมา มันแสดงตัวเลขว่าคดีคุณเกิดน้อยลงเรื่อยๆ แล้วมาขอเพิ่มได้อย่างไร ต้องลดลงด้วยซ้ำ” นายตำรวจใหญ่แสดงความคิดเห็นสะท้อนผลกระทบจากการที่พนักงานสอบสวนไม่รับคดีตามความเป็นจริง
โดยย้ำว่าถ้าพนักงานสอบสวนรับคดีทั้งหมดสังคมและผู้คนที่เกี่ยวข้องจะรู้และเข้าใจความจริงและสถานะสังคมแห่งความเสี่ยง (risk society) รวมถึงรับรู้ภาระที่หนักอึ้งของตำรวจ แต่ในเมื่อผู้บริหารไม่ช่วยแก้ไขและวางระบบงานตามสถานการณ์ที่เป็นจริงให้แก่พนักงานสอบสวน และยินยอมให้เกิดวัฒนธรรมการไม่นำเสนอความจริงโดยยินยอม(หลับตา)ให้มีการสร้างชุดความจริงขึ้นมาใหม่อีกชุดหนึ่งผ่านการบริหารจัดการระบบงานภายในองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่สังคมรับรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและสภาพอาชญากรรมที่ดำรงอยู่จึงมีสถานะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เชื่อถือได้น้อย
สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน และประชาชนต่างได้รับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้อย่างถ้วนหน้า พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติงานอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ ถูกประเมินผล และเอาผิดทางวินัย ต้องทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์อยู่ในบริบทที่ตนเองกลับรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในการทำงาน ในขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับผลกระทบโดยไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรมจากพนักงานสอบสวนด้วย
หากพิจารณาในมุมมองเช่นที่กล่าวมานี้ ต้นเหตุแห่งปัญหาและความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นจึงหาใช่ตัวผู้ปฏิบัติงาน(พนักงานสอบสวน)ไม่ แต่กลับเป็นผู้บริหารองค์กรที่ขาดวิสัยทัศน์ในการวางระบบการบริหารงานที่ดีที่ไม่สามารถทำให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากคิดได้เพียงระบบเดียวคือระบบให้พระเดช(ลงโทษ ลงโทษ และลงโทษ)เท่านั้น
คำท้าทายคือ ผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถตอบได้หรือไม่ว่าระบบการบริหารจัดการงานสอบสวนในโลกของตำรวจที่ดีควรเป็นอย่างไร? อย่างไรก็ตามในฐานะของประชาชนคนหนึ่งดิฉันก็ยังอยากเห็นอุดมการณ์ของพนักงานสอบสวนที่จะดำรงรักษาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยถึงแม้ว่าดิฉันจะเข้าใจเบ้าหลอมการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการทำงานในโลกของตำรวจก็ตาม
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



