ข่าว

ดีเบตผู้นำ

ดีเบตผู้นำ

22 มิ.ย. 2554

องค์กรสื่อหลายองค์กร รวมถึงองค์กรกลางได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะจัดประชันวิสัยทัศน์ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะผู้ที่ถูกจัดวางให้เป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรี" และถ้าโฟกัสลงไปให้ลึกไปกว่านั้น

คือความพยายามในการที่จะจัดประชันวิสัยทัศน์ระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ กับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ซึ่งสังคมรับรู้กันโดยทั่วไปว่า ทั้งสองคนคือ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

 คนที่พูดเก่งรวบรวมความคิดได้ดีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ได้ตอบรับคำเชิญในการเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์มาตั้งแต่ต้นไม่ว่าองค์กรไหนจัดขึ้นมาก็ตาม แต่กล่าวสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว เธอปฏิเสธมาตลอด โดยให้เหตุผลเพียงว่าต้องการพบปะประชาชนก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่พร้อมที่จะประชันวิสัยทัศน์กับนายอภิสิทธิ์นั้นเอง เพราะที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปราศรัยตามเวทีพบปะประชาชนทั่วประเทศ เธอยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในเชิงนโยบายหรือวิธีคิดแบบยาวๆ มาก่อนเลย ทำเพียงแค่การนำคำพูดผ่านความคิดของพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาพูดต่อกับประชาชนเท่านั้น

   อันเป็นการสะท้อนแนวคิดเดิม "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" นั้นเอง คนไทยจึงยังไม่ได้เห็นการคิด-พูด-ทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาก่อน และคนไทยกำลังรอเวลานั้น อันเป็นเวลาที่เหมาะสมในการรับฟังความคิดจากว่าที่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ประกอบกับช่วงเวลานี้การหาเสียงเลือกตั้งก็เดินมาสู่โค้งสุดท้ายแล้ว และเวลานี้องค์กรกลางก็ได้ทำหน้าที่แล้ว เชิญชวนผู้สมัครว่าที่นายกรัฐมนตรีจากทุกพรรคมาร่วมประชันวิสัยทัศน์กัน แต่น่าเสียดายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบปฏิเสธ และส่งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐมาแทน ซึ่งถือว่าไม่ใช่ว่าที่นายกรัฐมนตรี

 แม้เวลานี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังปฏิเสธเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์อยู่ แต่องค์กรกลางก็ยังให้โอกาส และยังรออยู่สำหรับการเปลี่ยนใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และถึงเวลานั้นก็ยังหวังว่า เธอจะเปลี่ยนใจเข้าร่วมประชันวิสัยทัศน์กับว่าที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่น เพราะการพูดในที่สาธารณะถึงนโยบายของพรรค หรือของรัฐบาลถือเป็นเรื่องสำคัญของผู้นำ อันเป็นการแสดงจุดยืนในแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น และผู้นำที่พูดไม่เก่ง หรือพลั้งเผลอในเวทีระดับโลกก็พลาด ก็พลาดท่าเสียผู้เสียคนมานักต่อนักแล้ว และไทยเราก็ไม่อยากได้ผู้นำที่พูดไม่เป็น หรือแม้แต่ดีแต่พูด สังคมไทยก็ไม่ต้องการเช่นกัน