ข่าว

จับชีพจรกองทัพวันที่โพลล์ชี้เพื่อไทยนำ

จับชีพจรกองทัพวันที่โพลล์ชี้เพื่อไทยนำ

22 มิ.ย. 2554

เกือบทุกสำนักโพลล์ที่สำรวจความคิดเห็นตรงกันว่า “เพื่อไทย” มีคะแนนนำคู่แข่งทางการเมืองอย่าง “ประชาธิปัตย์” ค่อนข้างหลายช่วงตัว หลังจากที่ชู “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ของประเทศไทย ทำให้เกิดกระแส “ฟีเวอร์” ของ ยิ่งลักษณ์? ชินวัตร ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่

 ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะและได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลจริง คำถามมีอยู่ว่า “กองทัพ” จะอยู่กันอย่างไรในช่วงการเปลี่ยนถ่ายวิกฤติการณ์บ้านเมือง

 โดยเฉพาะกลุ่มนายทหารที่อยู่ในส่วนยอดของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. รวมทั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่ม นปช.ที่ดูจะเคียดแค้นเพราะคดีล้มเจ้าคดีล่าสุดนั้น กองทัพบกเป็นเจ้าทุกข์

 แม้จะไม่มีการแสดงออกให้เห็นนอกหน้า แต่ก็น่าเชื่อว่า วันที่พรรคเพื่อไทยครองอำนาจบริหารเต็มตัว การเปลี่ยนแปลง "ขั้วอำนาจ" ทั้งในกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

 ถึงแม้ว่าในวันนี้ทั้ง 3 คือ เพื่อนรักร่วมรุ่น ตท.12 จะร่วมแรงร่วมใจคุมเกมอำนาจให้อยู่ในระดับที่ "รับกันได้ทุกฝ่าย" ก็ตาม

 แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ 3 ประสาน หากแต่ในกองทัพเองซึ่งเป็นขั้วอำนาจใหญ่นั้น กลับมีกลิ่นอายของรอยร้าวเกิดขึ้นภายใน และชัดเจนมากขึ้นภายหลัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภา

 ทันทีที่ประกาศยุบสภา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ? รมว.กลาโหม ในฐานะพี่ใหญ่ "บูรพาพยัคฆ์" ที่คุมเกมมานานกว่า 2 ปี ก็ถูกกลืนกินไปพร้อมกับประกาศนั้นด้วย

 แม้บูรพาพยัคฆ์จะผนึกแน่นแต่ท้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รอยร้าวกลับเกิดขึ้นในภาพรวม โดยเฉพาะกองทัพเรือ จากกรณีจัดซื้อเรือดำน้ำที่กองทัพเรือโหยหามานาน ในยุคที่ ตท.10 อย่าง พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ เป็น ผบ.ทร. ก็ทำได้เพียงแค่ "เกือบได้" ทั้งที่ควรจะได้เรียบร้อยแล้ว

 แต่ก็ติดปัญหาคล้ายๆ กับว่า มี "มือที่มองไม่เห็น" ดึงเรื่องเอาไว้

 โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือเยอรมัน จำนวน 6 ลำ วงเงินงบประมาณ?7.6 พันล้านบาท จึงไม่มีให้ ครม.นัดส่งท้ายได้พิจารณา ทั้งที่วาระการประชุมในวันนั้นรวมแล้วเกือบ 200 เรื่อง

 ไม่เพียงแค่เท่านั้น พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ตท.10 อีกคน ก็ดูจะคอยนับถอยหลังวันเกษียณอายุนานมากแล้ว...อาจจะตั้งแต่กลางปี 2553 ก่อนที่เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองเกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

 สภาพกองทัพจึงดูเหมือนว่าต้องมีคนประคับประคองเพื่อให้ถึงวันเปลี่ยนแปลงในระดับหัวเพื่อให้ความเป็นเอกภาพกลับมาอีกครั้ง

 แต่ในจังหวะนี้กลับมีกระแสข่าวลือว่า เจ้าของโคลนนิ่ง "เจาะยาง" จนได้ใจ "ระดับหัว" ของกองทัพ บางคนไปเรียบร้อยแล้ว

 เรื่องนี้สำหรับ พล.อ.ทรงกิตติ ดูจะหนักหน่อย เพราะกระแสข่าวจากพรรคเพื่อไทยที่มีคนแอบจัด ครม.ไว้คร่าวๆ แล้วว่า หากได้ตั้งรัฐบาลจะเลือก พล.อ.ทรงกิตติ เป็น รมว.กลาโหม...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวไม่คิด ไม่เคยพูด ไม่เคยแสดงอาการ "อยาก" เข้ามาคลุกกับการเมืองมาก่อน

 แต่ที่ว่ามานั้นคือสิ่งที่กำลังจะผ่านไป...ความจริงก็คือ ไม่ว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะมาจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ และผองเพื่อน ก็จะยังคงอยู่

 ส่วน พล.อ.ประวิตร จะอยู่ต่อหรือส่งไม้ให้ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.หรือไม่ สภาพของกองทัพก็ยังเป็น "บูรพาพยัคฆ์" ที่ควบคุมจังหวะก้าวย่างความมั่นคงของประเทศอยู่ดี

 แต่การก้าวเข้ามาของ พล.อ.อนุพงษ์ ถึงแม้ว่าจะเป็น ตท.10 เช่นเดียวกับทักษิณ แต่ใครจะรู้ว่า "ดีล" นี้จะสำเร็จหรือไม่ ถ้าได้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นไปในอีกรูปแบบ

 แต่หากไม่ได้ "หนังหน้าไฟ" อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงจะกรอบเกรียม เพราะต้องประคองทั้งในส่วนของกองทัพ และปกป้องสถาบันเบื้องสูง ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เผชิญหน้ากับฝ่ายการเมืองที่น่าเชื่อว่า นปช.เข้าไปเป็นผู้ทรงเกียรติกันเกือบถ้วนทั่วทุกตัวคน

 ในสภาพ "หลังพิงฝา" สำหรับกองทัพแล้ว "โหวตโน" จึงไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับ เสียง "กรน" ของ "กลุ่มพลังเงียบ" รวมทั้งพลังที่ปกป้องสถาบันแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์

 ถ้าเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หลังพิงฝาแล้วจริงๆ ก็น่าคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจอย่างไร ?

เกาะติดเลือกตั้ง
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์