
แม่อุ้มบุญในแดนภารต(2)
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มต่างไม่ยอมรับกระแสแม่อุ้มบุญ ผิดกับอินเดียที่เปิดกว้างในเรื่องนี้ การอุ้มบุญจึงเป็นกระแสที่สร้างความหวังใหม่ในชีวิตทั้งของครอบครัวแม่อุ้มบุญที่ยากจน และครอบครัวผู้ที่สิ้นหวังกับการมีสมาชิกใหม่ในครอบครัวเอง
ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติโพ้นทะเลไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก เม็กซิโก ฯลฯ
เว็บไซต์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของอินเดียยังช่วยโฆษณาชวนเชื่อตอกย้ำว่าค่าเช่ามดลูกที่นี่จะถูกกว่าที่อื่นว่า "อินเดียเป็นทางเลือกแรกในการดูแลด้านการตั้งครรภ์แบบครบวงจร" โดยทั้งแพ็กเกจมีสนนราคารวมไม่เกิน 6.6 แสนบาท ในจำนวนนี้รวมไปถึงการเทสต์ ค่าหมอ ค่าตรวจครรภ์จนถึงค่าคลอด ค่ายาและค่านายหน้า
ว่าไปแล้ว ราคานี้ถูกกว่าการรับจ้างท้องในสหรัฐและอังกฤษถึงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ จากปกติต้องเสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 3-3.6 ล้านบาทหากต้องการมีลูกจากการผสมเทียมสักคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ศูนย์รับจ้างแม่อุ้มบุญในอินเดียจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน และทุกศูนย์ต่างมีงานเต็มมือ โดยปัจจุบันมีศูนย์รับจ้างอุ้มบุญถึง 350 ศูนย์ ในกรุงนิวเดลี มุมไบ ไฮเดอราบัด และในเมืองใหญ่อีกหลายเมืองทั่วประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมเทียมของอินเดียยังให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ชาวต่างชาตินิยมมาใช้บริการอุ้มบุญในแดนภารตว่า "ไม่ใช่เพราะราคาถูก ใช้เงินไม่มากนักในกระบวนการรับจ้างอุ้มบุญแบบครบวงจร เหตุผลอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะในอินเดียไม่มีการตั้งคำถามหรือการตรวจสอบมากมาย อย่างเช่นว่าเป็นคู่เกย์หรือคู่เลสเบี้ยนหรือเปล่า หรือเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือเป็นผู้หญิงที่ไม่มีเวลาจะตั้งท้องเองหรือไม่"
ที่สำคัญก็คือไม่มีกฎหมายหยุมๆ หยิมๆ ว่าด้วยการอุ้มบุญเหมือนในหลายๆ ประเทศ อย่างที่มาเลเซีย ซึ่งมีกฎหมายห้ามโฆษณารับจ้างอุ้มบุญหรือในประเทศอิสลามก็มีกฎหมายอิสลามที่ห้ามทำเช่นนี้ นอกจากนี้ยังเป็นเพราะความเชื่อมั่นค่อนข้างสูงว่าแม่อุ้มบุญที่อินเดียจะเป็นคนแข็งแรง มีวินัยและไม่ติดเหล้าหรือยาเสพติดใดๆ
เหนืออื่นใด เป็นเพราะแดนภารตอินเดียได้ออกกฎหมายรับรองการอุ้มบุญอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2545 อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไปในตัว
ด้านแม่อุ้มบุญหลายคนให้เหตุผลที่ยอมรับงาน "แปลกประหลาด" นี้ว่า "ถึงจะเป็นงานแปลกแต่ก็ยังดีกว่าติดอยู่กับความยากจนไปตลอดชีวิต"
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



