ข่าว

เศรษฐกิจอย่าคิดง่าย(เกินไป)

เศรษฐกิจอย่าคิดง่าย(เกินไป)

21 มิ.ย. 2554

ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนในประเทศไทย มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่วนเวียนซ้ำซากและสร้างปัญหาเพิ่มเติมขึ้นตลอดเวลา ยังไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ แม้แต่ครั้งเดียว

 ชาวนาปลูกข้าวแล้วขายได้ราคาต่ำจนไม่คุ้มทุน รัฐบาลก็แก้ไขปัญหาด้วยสองวิธีการ คือ ประกันราคาข้าวหรือรับจำนำข้าวที่ล้วนแล้วแต่ถูกครหาทั้งสองวิธี เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ไม่ว่าจะเลือกรับจำนำหรือรับประกันราคา ท้ายที่สุดชาวนานก็ยังยากจนเหมือนเดิม มีแต่พ่อค้าคนกลาง, โรงสีข้าว และพ่อค้าส่งออกเท่านั้น ที่ได้รับประโยชน์จากวิธีการที่กล่าวมา

 ชาวบ้านร้านช่องบ่นเรื่องข้าวของเครื่องใช้มีราคาแพง รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยโดยกระทรวงพาณิชย์ ก็คิดวิธีแก้ไขด้วยการจัดคาราวานธงฟ้า หรือจัดสินค้าธงฟ้าขึ้นมาขายเอาดื้อๆ ไม่อย่างนั้นก็ใช้วิธีการควบคุมราคาขายปลีก โดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตตามกระบวนการทางการตลาด

 ไข่ไก่ขายปลีกแพงขึ้นก็เข้าไปควบคุมราคาขายไข่ไก่ พอผู้เลี้ยงไก่ไข่โอดครวญว่าขาดทุนจากราคาขายที่ต่ำ ก็ไปควบคุมวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารไก่ เช่น เปิดนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ พอผู้ปลูกถั่วเหลืองบอกว่าราคาถั่วเหลืองตกต่ำจนทนไม่ไหว ก็เข้าไปพยุงราคาถั่วเหลือง

 น้ำมันปาล์มแพงก็อนุมัติให้นำเข้าและทำน้ำมันปาล์มธงฟ้ามาจำหน่าย พอผู้ปลูกปาล์มบอกว่าน้ำมันปาล์มล้นตลาดและราคาถูก ก็อนุมัติให้ขึ้นราคาและให้ส่งออกไปต่างประเทศได้ ไม่เคยมีวิธีการที่แปลกใหม่ตามความเปลี่ยนแปลงของตลาดเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว

 วิธีการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพงของหน่วยงานราชการและฝ่ายการเมืองไทย จึงเป็นวิธีการแก้ไขแบบปัดสวะไปให้พ้นหน้าท่า หรือแก้ไขปัญหาแบบกวาดฝุ่นเอาไว้ใต้พรม ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนอย่างที่ควรจะเป็น

 เช่นแทนที่จะมีการควบคุมกระบวนการและพื้นที่การผลิต เพื่อให้มีปริมาณของสินค้าคงที่ตลอดเวลา กลับปล่อยให้ทุกคนทำกันไปตามกระแสความนิยม ซึ่งขัดต่อหลักอุปสงค์และอุปทานเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยมีการคิดถึงวิธีการถ่วงดุลของปริมาณสินค้า ที่มีต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาด

 คนทำธุรกิจการค้าในประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้มากนัก เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาขึ้นมากับเศรษฐกิจที่ตนเองทำอยู่ ก็สามารถแก้ไขได้โดยง่าย เพียงแค่รวบรวมผู้ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วยื่นข้อเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง เพียงเท่านั้นรัฐก็จะออกกฎมาช่วยเหลือ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 แม้แต่ธุรกิจสัมปทานที่มีลักษณะการผูกขาดอยู่แล้ว เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจากการคำนวณต้นทุน และคาดการณ์ตลาดผิดไปจนขาดทุนหรือได้กำไรน้อยลง ผู้ได้รับสัมปทานก็ทำการเพียงแค่ร้องแรกแหกกระเชอด้วยเสียงอันดัง แล้วระดมคนงานและผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุดไปร้องเรียนต่อภาครัฐ ก็จะได้รับการชดเชยหรือออกมาตรการมาคุ้มครองการขาดทุนได้แล้ว

 วิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยจึงวนเวียนอยู่กับวังวนของการช่วยเหลืออุดหนุน จนทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจของไทยอ่อนแอ ไม่สามารถออกไปแข่งขันกับนักธุรกิจจากโลกภายนอกได้ และทำให้ผู้บริหารธุรกิจของไทยจำนวนมากขาดจินตนาการสร้างเสริมธุรกิจของตนเองแข็งแกร่ง ใช้เพียงแค่วิธีการกดดันและร้องขอเป็นกลไกหลัก

 นักธุรกิจไทยจำนวนมากจึงเก่งเพียงแค่การสร้างสายสัมพันธ์ และเจรจาต่อรองในลักษณะที่เรียกกันว่าล็อบบี้เท่านั้น ขาดทุนก็ร้องขอต่อรองให้รับเข้ามาช่วยเหลือ มีกำไรดีก็อุบเงียบเอาไว้หรือแบ่งกำไรให้กับคนที่อยู่เบื้องหลังบ้าง เพียงเท่านี้ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในประเทศไทยได้แล้วครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ