
โลกหลังการเลือกตั้งในประเทศไทย (มีไหม?)
บางทีผมก็เป็นคนความทรงจำสั้นในบางเรื่องเหมือนกัน
สั้นจนจำไม่ได้ว่า ประเด็นข้อสงสัยในเรื่องการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งนั้นเป็นที่สนใจในทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมาแค่ไหน?
แต่อย่างน้อย ผมคิดว่าในตอนนี้ เรื่องของความสนใจเรื่องการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งนั้น กลับเป็นที่สนใจอย่างมาก
มากเสียจนบางทีผมก็รู้สึกว่า มากกว่าสนใจว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งในครั้งนี้ซะงั้น!
นั่นอาจจะเป็นไปได้ว่า ส่วนหนึ่งแล้วผลโพลล์ที่ออกไปในทางเดียวกันทั้งหมดนำไปสู่ข้อบ่งชี้ว่าพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำ
ดังนั้นประเด็นที่น่าสนใจอาจจะอยู่ที่ว่า ตกลงพรรคเพื่อไทยจะนำขนาดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ไหม?
หรือถ้าไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะต้องร่วมกับพรรคไหนในการจัดตั้งรัฐบาล (สิ่งนี้ไม่เคยเน้นชัดเจนจากเพื่อไทย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบว่า มีความพยายามประกาศตัวกลายๆ ว่าพร้อมจะเข้าร่วมกับเพื่อไทย จากทางชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และมีความพยายามที่ค่อนข้างจะคลุมเครือแต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงจะอ่านสัญญาณการรักษาระยะห่างของพรรคชาติไทยพัฒนากับพรรคประชาธิปัตย์)
อาจบางทีเรื่องใหญ่ใจความทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ความเคลื่อนไหวของทักษิณเสียมากกว่า ในแง่ของการกำหนดท่าทีของการปรองดอง และท่าที/จังหวะก้าวในการพร้อมกลับเข้าเมืองไทย
พูดง่ายๆ ว่า ไม่ว่าพรรคไหนชนะ การเมืองไทยก็ยังมีโฟกัสสำคัญอยู่ที่ทักษิณอยู่ดี และไม่ว่าใครก็ข้ามไม่ค่อยจะพ้นคุณทักษิณทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะฝ่ายรักคุณทักษิณ (ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ) ?และฝ่ายไม่รักคุณทักษิณ (ที่มองว่า...ทักษิณคิด เสื้อแดงทำ-ฮา)
สำหรับผม เรื่องที่น่าสนใจหลังเลือกตั้งนั้นไม่ค่อยจะมี เพราะผมยังเชื่อว่าถ้าจะมีมันก็อยู่ที่สองสัปดาห์ก่อนเลือกตั้งนี่แหละครับ โดยเฉพาะการเปิดประเด็นเล่นกันของทุกฝ่าย รวมทั้งพันธมิตรของแต่ละฝ่าย
อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา การเปิดหน้าเล่นกันของฝ่ายไม่เอาทักษิณทั้งสี่แนวรบ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเรื่องการโยงยิ่งลักษณ์ไปกับประเด็นซุกหุ้น การรณรงค์ให้เลือกตั้งเพื่อปกป้องสถาบัน การยกระดับการกล่าวหาเรื่องการเผาบ้านเผาเมืองให้เป็นเรื่องที่สำคัญในการปราศรัยของพรรค และเรื่องของการพยายามจัดการกับหมู่บ้านเสื้อแดง
ส่วนฝ่ายเอาทักษิณ โดยเฉพาะทักษิณเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศมากมาย รวมทั้งเรื่องของการส่งสัญญาณว่าจะหลับมาแต่งงานลูกสาวในตอนปลายปี
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงความขาดแคลนอย่างหนักของบ้านเราก็คือทิศทางของการทำข่าวการเลือกตั้งในหน้าสื่อนั่นแหละครับ
เขียนแบบนี้ไม่ใช่จะบอกว่า อ่าว...โทษสื่ออีกแล้ว แต่ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ประเด็นในเชิงนโยบายต่างๆ ที่เป็นข้อเสนอของแต่ละพรรคนั้น เป็นเรื่องที่น่าติดตาม และน่ากดดันให้แต่ละพรรคหันมาสนใจอย่างจริงจัง
ภาพข่าวต่างๆ มีแต่ภาพอภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ถ่ายรูปกับชาวบ้าน และการเดินตามนักการเมืองไปทำข่าวปราศรัย (ข่าวปราศรัยไม่ใช่ทุกอย่างของข่าวเลือกตั้ง) ข่าวยกป้ายประท้วงและการตอบโต้การยกป้าย และข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นอื่นๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว
สิ่งที่ขาดไปจริงๆ ในคราวนี้คือฉันทามติของสังคมที่จะกดดันนักการเมืองให้ยอมรับสัญญาประชาคมบางอย่าง อาทิ การไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรงของทุกฝ่าย การแสวงหาความจริงจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา การตั้งหลักกับประเด็นเขมร และการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ผมไม่ได้พูดว่าเราไม่มีคำถามเหล่านี้ถามนักการเมือง แต่การถามนักการเมืองเป็นคนละเรื่องกับการกดดันให้ทุกพรรคยอมรับว่าเขาจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่างของที่สังคมกำหนด (อย่างน้อยแม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับที่มาของคณะกรรมการปฏิรูปมากนัก แต่ข้อเสนอที่น่าสนใจหลายข้อนั้นก็ควรจะนำมาหารือกัน อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของสังคม)
ในสังคมประชาธิปไตยที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน เวลาเขาพูดถึงการหาเสียง เขาไม่ได้สนใจภาพสวย มาลุ้นว่าจะมีดีเบตไหม หรือสนใจแต่ด่าว่าที่นักการเมืองเขาพูดมาล้วนแล้วแต่เป็นประชานิยม ไม่คำนึกถึงระยะยาว
แต่เขาสนใจว่า จะทำให้นักการเมืองยอมรับข้อเรียกร้องของสังคมประเด็นต่างๆ อย่างไร อาทิ การสร้างการจ้างงานที่เป็นธรรม การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นั่นคือการแปรสภาพผู้เลือกตั้งให้เป็นพลังสาธารณะในการกดดันให้นักการเมืองทำตามโจทย์ที่ประชาชนเป็นผู้ตั้ง ซึ่งหากเรื่องนี้ไม่พูดกันและไม่ทำกัน เราก็คงเห็นแล้วว่าโลกหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็จะไม่ไปไหนได้ไกลหรอกครับ ดีไม่ดีจะเป็นการช่วยโปรโมทงานวันแต่งงานของลูกสาวของคุณทักษิณฟรีไปอีกหลายเดียวทีเดียวเชียวครับผม...



