
ว่ากันหลังเลือกตั้ง
หากสถานการณ์การเป็นไปแบบนี้ การเลือกตั้งคงผ่านไปพ้นไปด้วยดี ถึงตอนนั้นก็เข้าโหมด "จัดตั้งรัฐบาล"
เวลานั้นแหละที่ฝุ่นตลบกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าตัวเลข ส.ส.พรรคไหนจะนำแต่หากเป็นไปตามโพลล์ กลุ่มผู้ทรงอำนาจจะยอมรับได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมายืนอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มอำนาจนอกประเทศอย่างชัดเจน
ท่าทีหนึ่งคือ การชี้ว่ากลุ่มป่วนเมืองที่ผ่านมาคือ พวกก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง แต่หากกลุ่มนี้ได้รับเสียงจากประชาชนเข้ามามากมายเกิน 200 หรือ 250 เสียง ย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
ถึงตอนนั้น บทบาทของกลุ่มผู้ทรงอำนาจที่ออกมาให้ประชาชนเลือกคนดี เพื่อชาติและสถาบัน จะเป็นอย่างไร จะยอมให้ผู้ก่อการร้ายเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ บริหารประเทศได้หรือ
หรือเมื่อสกัดกั้นไม่ได้ก็ต้องจำยอมและอาจมีข้อต่อรองหากยอมให้กุมอำนาจรัฐ
กฎหมายซึ่งถือเป็นหลักยึดของทุกประเทศ จะสั่นสะเทือนหากถูกใช้เพื่อคนคนเดียว ถึงแม้การนิรโทษกรรมจะมีหลายฝ่ายได้ประโยชน์ แต่โครงสร้างทางสังคม กฎหมาย ศีลธรรม ของประเทศย่อมเสียไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนถึงแม้การได้มาซึ่งอำนาจรัฐจะเกิดจากตัวเลข ส.ส.ในมือ ซึ่งประเทศประชาธิปไตยในโลกยอมรับ และเมื่อคนไทยส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น แรงบีบอัดย่อมพุ่งไปที่ศูนย์อำนาจกองทัพ
หลายปีที่ผ่านมาบทบาทกองทัพค่อนข้างชัดเจนว่า คิดอย่างไร จุดยืนคืออะไร แล้วหากปล่อยผ่านนั่นย่อมหมายถึง สิ่งที่คิดมานั่นผิดทั้งหมด คนไทยไม่ได้มองแบบตามกองทัพ
รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ภายใต้ธงของพรรคการเมืองใด ย่อมสะท้อนถึงจุดยืนและเป้าหมายในอนาคต
บ้านเราข้ามผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่มีมาตรฐานไปนานแล้ว กฎหมายเป็นเครื่องมือของคนกุมอำนาจรัฐ
กฎหมายไม่ได้อยู่ในมือของกำลังพลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
องค์กรตำรวจสำคัญในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่อ่อนแอเป็นหลักให้สังคมไม่ได้ หลังการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายให้ประเทศไทย หากเกิดความวุ่นวายขึ้นประชาชนจะไม่มีที่ยึด ไม่มีความหวังพึ่งพาใครได้
ถึงตอนนั้นถ้ามีอำนาจอะไร เข้ามาหยุดประเทศหรือทำให้ประชาธิปไตยชะงักงัน
บ้านเราคงเข้าสู่ยุคหิน ล่าหลังสังคม ในขณะที่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ไปไกลสุดกู่!!



