
สนพ.ทุ่มวิจัยแก้ก๊าซขาดแคลนหนุนชุมชนผลิตเอ็นจีวีจากหญ้าเลี้ยงช้าง
ราคาน้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ทำลายสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนแล้วว่ายุคของน้ำมันราคาถูกได้หมดไปแล้ว และเข้าสู่ยุคของน้ำมันราคาแพง และจะยังแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดโกลด์แมน แซคส์ ได้ประกาศปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันป
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นได้ก้าวล่วงผ่านคำว่า "วิกฤติพลังงาน" เพราะเป็นยุคที่ราคาน้ำมันจะอยู่ในขาขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อนำพาประเทศให้ก้าวพ้นไปให้ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จากประเทศผู้นำเข้าพลังงานไปสู่ประเทศผู้ผลิตพลังงานทดแทนและก้าวไปสู่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานทดแทนให้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีศักยภาพในการปลูกพืชพลังงานอยู่มาก แต่จากพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการแย่งชิงพืชอาหารนำไปผลิตเป็นพลังงานได้ แม้ว่าไทยจะสามารถผลิตพืชอาหารและพลังงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ แต่ในฐานะที่ไทยเป็นครัวโลก ถ้าไทยลดการปลูกพืชอาหารก็จะส่งผลกระทบต่อปริมาณอาหารที่จะเลี้ยงประชากรโลก ดังนั้น ไทยจะต้องวางแผนจัดการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วิจัยหญ้าเลี้ยงช้างผลิตเอ็นจีวี
กระทรวงพลังงานที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลเรื่องพลังงาน ได้ทุ่มเทการวิจัยเพื่อผลิตพืชพลังงานชนิดใหม่ๆ ไม่ให้เข้ามาแย่งการปลูกพืชอาหาร โดยนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการศึกษาวิจัยนำพืชชนิดต่างๆ เกือบ 30 ชนิด เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย ซังข้าวโพด และหญ้าเลี้ยงช้าง ที่มีอยู่ในประเทศไทยนำมาผลิตพลังงาน โดยในเบื้องต้นได้มุ่งเน้นที่จะผลิตก๊าซชีวภาพอัด (ซีบีจี) ใช้ทดแทนเอ็นจีวี ในภาคขนส่งที่ต้องนำเข้าเอ็นจีวี จากต่างประเทศ ที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ
หนึ่งในจำนวนพืชที่มีศักยภาพการผลิตเอ็นจีวี สูงก็คือ “หญ้าเลี้ยงช้าง” ที่มีการปลูกอยู่แล้วในประเทศ มาทดลองผลิตเป็นพลังงาน ซึ่งหญ้าดังกล่าว มีลักษณะลำต้นคล้ายอ้อย เติบโตเร็ว และเป็นหญ้าในตระกูลเดียวกับหญ้าที่ประเทศเยอรมนีนำมาผลิตเป็นพลังงาน ปัจจุบันมีผลผลิตอยู่ที่ 40 ตันต่อไร่ต่อปี โดยหญ้าเลี้ยงช้าง 1 ตัน สามารถผลิตซีบีจีได้ 160-190 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ หากต้องการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ปลูกหญ้าประมาณ 320 ไร่
โดยหญ้าเลี้ยงช้างจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของพืชพลังงานในอนาคต ที่สามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากต่างประเทศ และทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และที่สำคัญยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอนาคตอีกด้วย ซึ่งหญ้าเลี้ยงช้างนี้สามารถปลูกได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และสามารถปลูกได้ในที่ดินเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นๆ ได้
คาดผุดโรงงานต้นแบบปี 55
สำหรับการนำไปอัดเป็นเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์นั้น จากการคำนวณต้นทุนพบว่าจะมีราคาประมาณ 16.50 บาทต่อกิโลกรัม ใกล้เคียงกับราคาเอ็นจีวีที่รัฐบาลไม่อุดหนุนจะอยู่ที่ 14-15 บาทต่อกิโลกกัม แต่ถ้ารวมค่าขนส่งไปยังสถานีบริการที่อยู่นอกแนวท่อไกลๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และหลายจังหวัดในภาคอีสานและใต้ ก็จะมีราคาที่ถูกกว่า เช่น ถ้าจะขนส่งเอ็นจีวี ไปที่ จ.แม่ฮ่องสอน จะมีค่าขนส่งกิโลกรัมละ 3 บาทกว่า รวมราคาเนื้อก๊าซก็จะอยู่ที่ 18-19 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น หากสามารถปลูกหญ้าเลี้ยงช้างเพื่อผลิตเอ็นจีวีขายในพื้นที่ก็จะมีราคาที่ถูกกว่า รวมทั้งยังไม่ต้องเสียเงินภาครัฐในการต่อท่อเพื่อขนส่งเอ็นจีวีไปไกลๆ และถ้ามองไปในอนาคตก็จะยิ่งมีความคุ้มทุน เพราะราคาเอ็นจีวีจะต้องสูงขึ้นตามราคาน้ำมันอย่างแน่นอน ทั้งนี้คาดว่าโรงงานผลิตซีบีจีต้นแบบจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2555 และจะผลิตขายในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2557-2558
ทั้งนี้ หากนำไปผลิตไฟฟ้าก็จะมีต้นทุนต่ำกว่า 16.50 บาทต่อกิโลกรัม เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายในการอัดเข้าถัง แต่ก็ยังมีราคาสูงกว่าเอ็นจีวีจากธรรมชาติอยู่บ้าง ดังนั้น หากจะส่งเสริมให้ผลิตเป็นไฟฟ้ารัฐก็จะต้องอุดหนุนส่วนต่างในจุดนี้ ซึ่งในต่างประเทศก็ได้มีการผลิตเอ็นจีวี จากพืชเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า โดยประเทศเยอรมนีใช้หญ้าสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกีบหญ้าเลี้ยงช้างของไทย ผลิตไฟฟ้าได้ 1,600 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 4,780 โรง ซึ่งใช้พื้นที่ปลูกหญ้า 438 ไร่ ผลิตไฟฟ้าได้ 1 เมกะวัตต์ ส่วนประเทศจีน ผลิตไฟฟ้าจากพืช 30 เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ปลูก 312.5 ไร่ต่อ 1 เมกะวัตต์
สนพ.ได้หารือกับนิคมสร้างตนเองที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ พบว่าในพื้นที่ทั้งหมด 4.4 ล้านไร่ มีที่ดินที่เสื่อมโทรมไม่สามารถปลูกพืชอาหารได้สูงถึง 1 ล้านไร่ หรือคิดคร่าวๆ สามารถผลิตเอ็นจีวีเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 3,125 เมกะวัตต์ หรือเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 โรง แต่ถ้านำไปอัดเป็นก๊าซเอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ก็จะทดแทนการนำเข้าได้มาก
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่การประหยัดเงินตราของไประเทศในการซื้อเอ็นจีวี จากต่างประเทศ เกษตรกรไทยก็จะได้ประโยชน์ในโครงการนี้ โดยพื้นที่ 1 ไร่จะเก็บเกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้างได้กว่า 8 ตันต่อครั้ง และใน 1 ปี สามารถเก็บเกี่ยวได้ 4 ครั้ง หรือปีละเกือบ 40 ตันต่อไร่ ซึ่งคิดราคาหญ้าอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 สตางค์ เกษตรกรก็จะมีรายได้ถึง 2 หมื่นบาทต่อไร่ ซึ่งเป็นรายได้ที่มากพอสมควร
ทุ่มวิจัยโรงไฟฟ้าชุมชนทั่วประเทศ
ด้าน รศ.ประเสร็จ ฤกษ์เกรียงไกร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถาบันได้มุ่งเน้นที่จะผลิตซีบีจีที่ได้จากพืชแข็งไม่สามารถนำมาเป็นอาหารได้ เช่น วัสดุเหลือใช้การเกษตร ขยะ เป็นต้น ซึ่งแก๊สที่ได้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับเอ็นจีวีมาก สามารถทดแทนเอ็นจีวีได้ทันที ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 16.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถ้าเอ็นจีวีราคาถึง 20 บาท ก็สามารถผลิตได้คุ้มทุนทันทีโดยไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเอ็นจีวีอีกเลย ซึ่งราคาเอ็นจีวีที่ผลิตได้มีราคาถูกกว่าน้ำมันอยู่แล้ว ทำให้ไทยพึ่งพาพลังงานที่ผลิตในประเทศได้
ทั้งนี้ ชุมชนต่างๆ ล้วนมีศักยภาพในการผลิต ไม่ว่าจะผลิตจากน้ำทั้งโรงงานอุตสาหกรรม หรือผลิตผลการเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพเหนือกว่าหลายประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยีและวัตถุดิบที่สมบูรณ์ บางประเทศเทคโนโลยีสูงแต่ไม่มีพื้นที่เพาะปลูก และบางประเทศพื้นที่เยอะแต่ไม่มีเทคโนโลยี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบในอาเซียนแล้วไทยมีศักยภาพมากที่สุด และไทยยังเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีไปให้เพื่อนบ้านอีกด้วย
นอกจากนี้ สถาบันยังได้มองไปที่โมเดลโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งหากนำเอ็นจีวีที่ผลิตได้ไปผลิตเป็นไฟฟ้าจะต้องลงทุนโรงไฟฟ้าประมาณ 100-120 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โดยจะใช้ก๊าซ 1 กิโลกรัมผลิตไฟฟ้าได้ 2 หน่วย มีราคาประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาไฟฟ้าปัจจุบันที่ 3 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งหากจะส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพในชุมชนรัฐบาลก็ต้องให้เงินอุดหนุนในส่วนต่างนี้ ซึ่งถึงแม้จะมีราคาแพงกว่า แต่ก็ลดการสิ้นเปลืองจากการวางระบบสายส่งไฟฟ้าระยะทางไกลๆ เข้าสู้พื้นที่ใช้ไฟฟ้า เพราะในชุมชนห่างไกลสามารถตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กใช้วัตถุดิบในพื้นที่ผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางที่สถาบันจะวิจัยพัฒนาให้เกิดผลสูงสุดและลดต้นทุนต่อไป



